
จุฬา สุขมานพ ผอ.สนข.กับภารกิจใช้เทคโนโลยีใหม่แก้รถติดปี'56
จากนโยบายรถคันแรกที่มีประชาชนแห่กันซื้อรถอีโคคาร์เกือบล้านคัน บวกกับการเสียพื้นที่ถนนเพื่อก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในปี 2556
จากนโยบายรถคันแรกที่มีประชาชนแห่กันซื้อรถอีโคคาร์เกือบล้านคัน บวกกับการเสียพื้นที่ถนนเพื่อก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในปี 2556
กำลังจะกลายเป็นประเด็นให้สภาพการจราจร กทม.-ปริมณฑล เป็นอัมพาต สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ต้องช่วยคิด ช่วยวางแผนรองรับปัญหาดังกล่าว
จุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการ สนข. เปิดเผยว่า แนวโน้มในช่วงกลางปีหน้าคาดว่าจะมีปริมาณการจราจรเพิ่มขึ้นวันละ 2,000 คันต่อวัน ดังนั้น มาตรการในการแก้ไขปัญหาเมื่อเราไม่สามารถเพิ่มจำนวนถนน และจำกัดปริมาณรถไม่ได้ คือ ต้องบริหารจัดการจราจร โดยหันมากวดขันเรื่องระเบียบวินัยจราจรให้เข้มงวดขึ้น เช่น เวลาเราเข้าแถว แล้วมีพวกลัดคิว ก็เหมือนกับการขับรถตัดหน้า ซึ่งทำให้การจราจรล่าช้า และยังเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
ทั้งนี้ สนข.จะใช้การตรวจจับด้วยกล้องตรวจจับบริเวณแยกไฟแดงให้มากขึ้น เพราะต้องตรวจจับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎ ฝ่าไฟแดงด้วย และจะส่งใบปรับไปที่บ้าน โดย สนข.จะต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพราะไม่สามารถใช้มาตรการใดมาช่วยได้มากนัก อีกทั้งในปี 2556 พื้นที่ของถนนจะลดลงด้วย เนื่องจากการปิดพื้นที่ถนนบางส่วนเพื่อก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า การจราจรติดขัดก็คงจะหนักมากขึ้น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าคงเป็นการจัดการจราจรเป็นหลัก
“จากสถิติเดือน พ.ย. 2555 มีปริมาณรถที่วิ่งในเขตพื้นที่ กทม. ประมาณ 7.4 ล้านคัน ถ้าในปี 2556 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านคัน แต่ต้องเข้าใจว่ารถไม่ได้ออกมาวิ่งพร้อมกันหมด เมื่อเปรียบเทียบกับถนนของไทยที่มีข่าวว่า 5,400 กม. ถ้าเอารถมาเทียบต่อกันแล้วมีความยาวเกินถนน แต่ความเป็นจริงถนนเมืองไทยมีช่องจราจรขนาด 2-4-6-8 เลน ก็พอเดินทางไปได้” จุฬา กล่าว
สำหรับการควบคุมรถแท็กซี่โดยจำกัดปริมาณรถแท็กซี่นั้นคงทำได้ลำบาก โดยสภาพแม้ว่าเรามีการจัดพื้นที่จอดรถแท็กซี่อัจฉริยะก็ไม่มีใครใช้ แท็กซี่ต้องวิ่ง แต่อาจเป็นไปได้ เช่นห้ามแท็กซี่เปล่า ห้ามเข้าบางพื้นที่ แต่ปัญหาคือใครจะเป็นผู้ควบคุมและตรวจจับเรื่องเหล่านี้ เพราะการออกข้อบังคับหากทำไม่ได้ก็ป่วยการ
ขณะที่พื้นที่ในท้องถนนที่การจราจรติดขัดมากและวิกฤตถึงขนาดความเร็วในการเดินทางต่ำกว่า 10 กม.ต่อ ชม. ในช่วงเวลาเร่งด่วนและช่วงเทศกาล อาทิ ถนนกรุงธนบุรี ช่วงข้ามสะพานสาทร ถนนสุขุมวิท ถนนราชวิถี ช่วงจากอนุสาวรีย์-สะพานซังฮี้ ถนนพหลโยธิน ช่วงอนุสาวรีย์-สะพานควาย ถนนพระราม 9 และถนนลาดพร้าว
ช่วงที่รถจะติดหนักมาก คือ ถนนพหลโยธิน ช่วงพื้นที่การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-คูคต ซึ่งเดือน ม.ค.นี้ น่าจะมีการลงนามในสัญญาและจะเริ่มลงมือก่อสร้างในเดือน ก.ย. 2556 ในพื้นที่ดังกล่าวจะต้องจัดการจราจรเพราะทั้งสองข้างทางมีความหนาแน่นมาก อีกทั้งต้องทุบสะพานลอยบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกด้วย
ขณะเดียวกันจะมีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายชมพู แครายปากเกร็ด-มีนบุรี ซึ่งจะก่อสร้างกระทบต่อถนนแจ้งวัฒนะ-รามอินทรา-หลักสี่ และยังมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต ซึ่งจะกระทบถนนสายต่างๆ เป็นวงกว้าง เช่น ถนนพหลโยธิน วิภาวดีรังสิต แจ้งวัฒนะ รามอินทรา และถนนลาดพร้าว ดังนั้น ในช่วงก่อสร้างจะต้องทำอาคารจอดแล้วจร โดยจะนำรถเมล์วิ่งให้บริการบริเวณเส้นทางนั้นๆ เช่น คูคต-หมอชิต บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาปัญหาจราจร
เบื้องต้นอาคารจอดแล้วจรสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิตสะพานใหม่คูคต จะมีพื้นที่บริเวณคูคต ส่วนเส้นพหลโยธิน จะมีการจัดพื้นที่อาคารดังกล่าวไว้บริเวณ กม.25 สะพานใหม่ เป็นต้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ร.ฟ.ท. รฟม. และอื่นๆ ต้องมาวางแผนร่วมกันในการรองรับปริมาณรถที่จะมาจอดแล้วจรระหว่างการก่อสร้างรถไฟฟ้าทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เป็นปีที่ช่วงเวลาโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ มาเจอกัน การบริหารจัดการจึงเป็นสิ่งจำเป็น การเหลื่อมเวลาโรงเรียนหรือหน่วยราชการต่างๆ จะดำเนินการได้ยาก แม้กระทั่งการใช้รถโรงเรียนก็เป็นทางออกที่แก้ไขได้ยาก ยกเว้นพนักงานขับรถจะต้องเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง เช่น โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ซื้อรถตู้ให้ครูรับส่งนักเรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ผู้ปกครองเบาใจได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการจราจรโดยเฉพาะเรื่องการกวดขันระเบียบวินัยนั้น คาดว่าจะต้องเร่งส่งเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการจัดการระบบการจราจรทางบก (คจร.) เพื่อให้พิจารณาเห็นชอบในการกวดขันกฎระเบียบและวินัยการจราจรเพื่อบังคับใช้ให้ได้ต่อไป ก่อนที่วิกฤตการณ์บนท้องถนน กทม.จะกลายเป็นที่จอดรถแทนเส้นการเดินทาง







