posttoday
เปิดวิบากกรรมโครงการยาง แผนผิด-เป้าหมายพลาด

เปิดวิบากกรรมโครงการยาง แผนผิด-เป้าหมายพลาด

05 มกราคม 2556

ภายหลังที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2555-31 มี.ค. 2556 เห็นชอบโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา

ภายหลังที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2555-31 มี.ค. 2556 เห็นชอบโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา

โดย...สิทธิณี ห่วงนาค

ภายหลังที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 255531 มี.ค. 2556 เห็นชอบโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยใช้เงินของรัฐเข้ามารับซื้อยางพาราของเกษตรกร หวังดึงราคายางที่ขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 70 บาท/กก. ให้ไปถึงราคาเป้าหมาย 120 บาท/กก. แต่เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา นอกจากเงินก้อนแรกแล้วรัฐบาลยังได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจนปัจจุบันรวมงบถึง 4.7 หมื่นล้านบาท ราคายางยังแกว่งตัวอยู่ที่ 80-86 บาท/กก.

ในขณะที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ตรวจสอบโครงการดังกล่าว พบว่าโครงการไม่ได้ผลตามเป้าหมายและพบการทุจริตเพียบ

ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา กล่าวว่า ได้อุดช่องโหว่การทุจริตโครงการตามที่ สตง. ตรวจสอบเกือบทุกด้านแล้ว พร้อมกับส่งทีมงานลงไปสอบสวนในพื้นที่เชิงลึกเพื่อหาข้อมูลตามที่ สตง.ได้ตั้งข้อสังเกต และได้ตรวจพบข้อมูลดังกล่าวจึงได้เดินหน้านำข้อมูลทั้งหมดมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดี เพื่อรับไว้เป็นคดีพิเศษเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2555 ที่ผ่านมา

“ยอมรับว่าโครงการมีปัญหาและได้พยายามที่จะแก้ไขตามข้อสังเกตของ สตง.ทั้งหมด โดยเฉพาะการป้องกันการสวมสิทธิเกษตรกรที่เข้ามาขายยางให้โครงการ โดยให้แต่ละจังหวัดและสถาบันเกษตรกรทำแผนการรับซื้อยางให้คณะกรรมการบริหารโครงการพิจารณา ก่อนที่จะอนุมัติแผนการให้องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) เข้าไปรับซื้อ”

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำในระยะยาวจะเน้นส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงหรือเครื่องจักรราคาแพง ซึ่งยังยืนยันว่ายางพาราในโครงการทั้งหมดรัฐบาลจะไม่ขาย หากไม่ได้ราคาสูงกว่าต้นทุนที่ได้ซื้อไว้

เปิดวิบากกรรมโครงการยาง แผนผิด-เป้าหมายพลาด

 

นอกจากนั้นจะเน้นใช้ยางพาราในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพิ่มขึ้น เบื้องต้นจะใช้ในการสร้างถนนในหน่วยราชการของกระทรวงเกษตรฯ ก่อน และอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคมในเรื่องการใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมในการทำแอสฟัลต์ลาดถนน

“ที่ผ่านมาเหมือนเราเอาเงินไปตั้งไว้ แล้วสถาบันเกษตรกรก็มากู้ซื้อยาง แล้วก็เอามาขาย อ.ส.ย. ไม่มีใครไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าหรือพัฒนาศักยภาพสถาบันตัวเอง เพราะแค่ซื้อมาขายไปก็ได้ส่วนต่างจากราคาตลาดกลางกับราคาประกัน กก.ละเกือบ 20 บาท จุดนี้คือสิ่งที่ สตง.มองว่าไม่ได้ทำให้สถาบันเกษตรกรมีการพัฒนาตนเอง ตามวัตถุประสงค์โครงการ”

นอกจากรายงานของ สตง.แล้ว ยังมีรายงานของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในโครงการดังกล่าว ซึ่งอดีต รมช.เกษตรฯ ได้สั่งการให้ศึกษาปัญหาอุปสรรคของโครงการเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยศึกษาโครงการที่ดำเนินการมาระหว่างวันที่ 2 พ.ค.-31 ต.ค. 2555 พบว่า สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการไม่แนบบัญชีรายชื่อสมาชิก/ข้อมูลพื้นที่ปลูก/พื้นที่ให้ผลผลิต ประกอบการขออนุมัติต่อที่ประชุมอนุกรรมการจังหวัด เป็นผลให้ไม่สามารถตรวจสอบโควตาของสมาชิกและความซ้ำซ้อนของผู้มีสิทธิได้

นอกจากนั้น สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่องวิธีการทำบัญชี ซึ่งพบข้อบกพร่องที่ไม่แยกบัญชีโครงการออกจากบัญชีทำธุรกิจของสถาบันเกษตรกรนั้นๆ

ที่สำคัญเอกสารจ่ายเงินค่ายางไม่มีลายมือชื่อผู้รับเงิน มีเพียงชื่อผู้อนุมัติเงิน การซื้อขายแต่ละครั้งไม่มีรายชื่อสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการแนบตามเงื่อนไข ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นสมาชิกสหกรณ์หรือบุคคลภายนอก จึงเป็นช่องที่สถาบันบางแห่งใช้เป็นช่องทางนำยางนอกพื้นที่มาสวมสิทธิ

ยุทธพงศ์ กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารโครงการได้ทบทวนรูปแบบบริหารโครงการใหม่เพื่อใช้กับการซื้อยางในวงเงินที่เหลือ 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเงินก้อนล่าสุดที่ ครม.อนุมัติให้ ประกอบด้วย 1.ปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการบริหาร โดยเกษตรกรจะสามารถนำยางมาขายให้กับโครงการได้ 2 กก./วัน ระยะเวลา 17 วัน/เดือน ไม่เกิน 25 ไร่/ครัวเรือน จากเดิมที่ขายได้ไม่จำกัด และเกษตรกรโครงการแปลงสวนยางเป็นทุนไม่เกิน 30 ไร่/ครัวเรือน

2.สถาบันเกษตรกรที่ประสงค์ขายยางให้โครงการต้องจัดทำแผนธุรกิจของสถาบันในการรับซื้อยางจากสมาชิก ปริมาณยางที่จะขายให้แต่ละเดือนให้คณะอนุกรรมการระดับจังหวัดพิจารณา 3.ให้มีการตรวจสอบทะเบียนสมาชิกและเนื้อที่ถือครองของสถาบันเกษตรกรที่เข้าโครงการ 4.ให้มีการเปิดจุดรับซื้อเพิ่มในจังหวัดที่มีสถาบันเกษตรกรเข้าร่วม และให้แต่ละจุดรับซื้อทำแผนปฏิบัติการรับซื้อตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2555-2556 เพื่อประมาณการผลผลิตและมูลค่าที่จะต้องรับซื้อ

พร้อมกันนี้ยังได้ตั้งคณะอนุกรรมการบริหารโครงการ 8 ชุดเพื่อบริหารโครงการภายหลัง ชุดแรกพ้นจากตำแหน่งพร้อมกับอดีต รมช.เกษตรฯ ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการกำหนดราคาซื้อและราคาขายยางของโครงการ 2.คณะทำงานตรวจสอบคุณภาพและน้ำหนักยาง ณ จุดรับซื้อ 3.คณะทำงานตรวจรับคุณภาพและน้ำหนักยาง ณ โกดัง 4.คณะทำงานตรวจรับการจ้างแปรรูปยาง 5.คณะทำงานตรวจรับการเช่าโกดังเก็บยาง 6.คณะทำงานตรวจสอบสต๊อกยาง 7.คณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและราคาต้นทุนการรับซื้อยาง 8.คณะอนุกรรมการกำหนดและควบคุมค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน รวมถึงได้ตั้งศูนย์บริหารเสถียรภาพราคายางพาราขึ้นมาอีกหนึ่งชุด โดยมี อำนวย ปะติเส ที่ปรึกษาเป็นผู้อำนวยการศูนย์

“ผมคาดว่าเงื่อนไขเหล่านี้จะทำให้การซื้อยางในเงินที่เหลือไม่มีการสวมสิทธิยางได้อีก ส่วนราคาจะไปถึงเป้า 120 บาท/กก.หรือไม่ ผมยังตอบไม่ได้ เพราะสถานการณ์โลกราคายางเป็นตลาดของผู้ใช้ แต่ผมหวังว่าเงินที่เหลือ 2.5 หมื่นล้านบาท จากนี้ไปจะถึงมือเกษตรกรรายย่อยมากที่สุด”

สำหรับผลการดำเนินการซื้อยางในโครงการที่ผ่านมา อ.ส.ย.ได้รายงานผลการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค.-28 พ.ย. 2555 ว่า มีสถาบันเกษตรกรที่เข้าโครงการรวม 705 แห่ง วิสาหกิจชุมชน 206 แห่ง กลุ่มเกษตรกรของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) 528 แห่ง สมาชิกทั้งหมดรวม 3 แสนราย มีพื้นที่เปิดกรีดเข้าโครงการ 5.2 ล้านไร่

ในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นพื้นที่เปิดกรีดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19 จังหวัด รวม 1.3 ล้านไร่ พื้นที่ภาคเหนือ 14 จังหวัดที่เข้าโครงการ มีพื้นที่เปิดกรีด 1.3 แสนไร่ พื้นที่ภาคตะวันออกและตะวันตกรวม 6 จังหวัด มีพื้นที่เปิดกรีดรวม 5.6 แสนไร่ และพื้นที่ภาคใต้รวม จ.ประจวบคีรีขันธ์ 15 จังหวัด มีพื้นที่เปิดกรีดรวม 3.2 ล้านไร่ มีปริมาณยางในโครงการแล้วทั้งสิ้น 182,446,284 กก. วงเงินรวม 1.8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นรับซื้อยางแผ่นดิบรวม 8.7 ล้าน กก. วงเงิน 8,600 ล้านบาท ยางแผ่นดิบรมควัน 6.8 ล้าน กก. วงเงิน 6,900 ล้านบาท เศษยางและยางก้อนถ้วย 2.6 ล้าน กก. วงเงิน 2,400 ล้านบาท

ที่ผ่านมา ครม. ได้มีมติเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2555 ให้ อ.ส.ย. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 1 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการ และวันที่ 20 ก.ค. 2555 อนุมัติให้สำนักงบประมาณชดเชยผลการขาดทุนของ อ.ส.ย. หากขาดทุนจากโครงการนี้ วันที่ 28 ส.ค. อนุมัติงบประมาณเพิ่มอีก 2,000 ล้านบาท และวันที่ 18 ก.ย. อนุมัติให้ อ.ส.ย.กู้ ธ.ก.ส.อีก 3 หมื่นล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันเพื่อหวังจะดึงราคาไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ 120 บาท/กก. ซึ่งตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 2555 คณะกรรมการบริหารโครงการได้ประกาศราคารับซื้อของรัฐในการรับซื้อยางแผ่นดิบชั้น 3 กก.ละ 100 บาท และราคายางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ที่ราคา 104 บาท/กก.

ผลการดำเนินการเกือบ 1 ปีเต็มที่ผ่านมา พบว่ายังไม่บรรลุเป้าหมายและผลการตรวจสอบของ สตง. ที่รายงานต่อนายกฯ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2555 ระบุชัดว่าโครงการไม่ได้ผลตามเป้าหมาย และส่อที่จะมีการทุจริตโดยการสวมสิทธิของเกษตรกรชาวสวนยางจากราคาส่วนต่างของราคาโครงการและราคาตลาดที่รับซื้อตามราคาตลาดกลางยางพาราที่เฉลี่ย 15-20 บาท/กก. เป็นแรงจูงใจที่ทำให้มีการนำยางมาสวมสิทธิ

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ