
คลังเลิกเข้ม ปรับบทบาทคุมแบงก์รัฐ
คลัง เดินหน้าปรับบทบาทสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ยึดอำนาจตรวจสอบกลับคืน
คลัง เดินหน้าปรับบทบาทสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ยึดอำนาจตรวจสอบกลับคืน
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังศึกษาแนวทางการปรับบทบาทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยสาระสำคัญคือการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ กลับมาทำหน้าที่ให้กู้และสนับสนุนสินเชื่อของลูกค้าในกลุ่มที่เข้าไม่ถึงธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ไม่ใช่ไปแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์เหมือนในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ จะเสนอให้มีการปรับปรุงระบบกำกับตรวจสอบใหม่ทั้งระบบให้เหมาะสม ซึ่งบางแห่ง ต้องการให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ตรวจสอบ จากปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้ตรวจสอบ โดยมีเหตุผลว่ากระทรวงการคลังจะรู้ว่าจุดไหนต้องผ่อนคลาย แต่ยังต้องมีมาตรฐานและข้อบังคับ ซึ่งอาจต่างกับ ธปท.บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับยืดหยุ่นจนเกิดความเสี่ยงต่อธนาคารรัฐ ส่วนเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ยังคงยึดตาม ธปท.กำหนดที่ 8.5% แต่อาจมีบางแบงก์ที่ถูกกำหนดไม่ต่ำกว่า 10%
อย่างไรก็ดี ภาพรวมของธนาคารรัฐ ไม่มีปัญหาฐานะการเงิน โดยสิ้นเดือน ก.ย. 2555 บีไอเอสเฉลี่ย 10.2% หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 4.5% กำไรสุทธิ 1.97 หมื่นล้านบาท กำไรสะสม 179,373 ล้านบาท
แต่ยอมรับว่าธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) กับธนาคารอิสลามยังมีปัญหา
สำหรับด้านสุดท้าย การใช้ทรัพยากรร่วมกันของกลุ่มแบงก์รัฐ
ซึ่งจะช่วยให้สามารถขยายการดำเนินงานได้ดีขึ้น เช่น การเป็นช่องทางช่วยเหลือทางการเงินระหว่างกัน
เพราะบางแบงก์ระดมเงินฝากไม่ได้
จะต้องไปกู้ ซึ่งมีต้นทุนแพงมากและเกิดความเสี่ยง
ทำให้ต้องไปปล่อยกู้ในอัตราสูง ซึ่งผู้กู้ก็จะมีความเสี่ยงด้านความสามารถในการชำระอีก
แต่หากกู้จากธนาคารออมสินด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ความเสี่ยงก็จะน้อยกว่าการระดมเอง
หรือกรณีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ที่รับเงินฝากไม่ได้
ก็มากู้แบงก์รัฐรายอื่นที่มีเงินเหลือ
"เราต้องการเห็นแบงก์รัฐกลับมาทำหน้าที่ให้บริการทางการเงินกับคนที่ไม่สามารถเข้าถึงแบงก์เอกชน
นี่คือภารกิจหลักที่ต้องออกมาเป็นนโยบายกระทรวงการคลังที่ชัดเจน แบงก์รัฐจะได้ปรับพอร์ต
แล้วก็ส่งนโยบายผ่านตัวแทนคลังที่นั่งในบอร์ดแบงก์รัฐช่วยดูแล" นายสมชัยกล่าว
ทั้งนี้
แผนดังกล่าวทั้ง 3 ด้านคืบหน้า 80-90% แล้ว อยู่ระหว่างปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเศรษฐกิจ 15 คน
เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเพิ่มเติม







