
อีคอมเมิร์ซโอกาสธุรกิจโกอินเตอร์
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
ทำไมต้องรอให้ถึงเวลาเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ถ้าเราสามารถทำธุรกิจข้ามชาติได้ตั้งแต่วันนี้ผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ ถือเป็นระบบที่สร้างโอกาสได้อย่างมหาศาล ในมุมของผู้บริโภค สามารถเข้าถึงแหล่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว เพียงตัดสินใจคลิกก็เตรียมรับสินค้าอยู่ที่บ้านได้เลย ซึ่งวิธีการนี้นอกจากสร้างรายได้ให้กับธุรกิจแล้ว ยังสร้างการใช้งานระบบโลจิสติกส์ให้เกิดขึ้นด้วย
โอกาสในการขยายของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไทยมีความแข็งแกร่งด้วยตัวเองพอสมควร โดยเฉพาะรายใหญ่ที่ให้บริการ เช่น ตลาดดอทคอม ดีลฟิช เอ็นโซโก และคาดว่าในปี 2556 จะเป็นปีที่อีคอมเมิร์ซเติบโตสูงอย่างแน่นอน ดังเห็นได้จากที่ปี 2555 ที่ผ่านมา มีผู้ให้บริการจากต่างประเทศเข้ามาเปิดบริการในไทยกันอย่างชัดเจน เช่น ลาซาดาดอทคอม กรุ๊ปปอน รวมถึงศูนย์การค้าหลักในไทยเอง ก็เริ่มขยับตัวมาจับจองพื้นที่บนโลกออนไลน์ เช่นกัน ทั้งเซ็นทรัล กรุ๊ป และเดอะมอลล์ กรุ๊ป
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปีหน้า จะเติบโตประมาณ 40-50% เฉพาะส่วนของตลาดแบบบีทูซี และซีทูซี คาดว่ามีมูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท และน่าจะเติบโตขึ้นได้อีกมากในอนาคต โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คาดการณ์ตัวเลขการเติบโตของการจดทะเบียนร้านค้าออนไลน์ประมาณ 2030% ขณะที่การพัฒนาของเทคโนโลยีทำให้การซื้อขายนอกจากผ่านทางคอมพิวเตอร์แล้ว ยังมีช่องทางโมบาย เช่น สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ต เข้ามาช่วยสนับสนุนเพิ่ม
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ตลาดดอทคอม เปิดเผยว่า ตลาดดอทคอมมีสมาชิกกว่า 2 ล้านราย ผู้ประกอบการกว่า 3 แสนราย และผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์กว่า 2 แสนคนต่อวัน ทางตลาดดอทคอมได้พัฒนาช่องทางใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งบนเว็บไซต์ออนไลน์ แอพพลิเคชันบนอุปกรณ์โมบาย ช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก เห็นได้ชัดว่าธุรกิจจำนวนมากได้ปรับเว็บไซต์จากเพียงให้ข้อมูลบริษัท หรือเป็นแค่แค็ตตาล็อกสินค้า มาเป็นเว็บไซต์สู่อีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ
อีกทั้งการเกิดขึ้นของ 3จี ในไทย ทำให้การใช้งานอุปกรณ์โมบายทำได้อย่างเต็มที่มากขึ้น พฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์โมบายจะเริ่มแพร่หลาย ยอดการซื้อขายบนอีคอมเมิร์ซผ่านอุปกรณ์โมบายจะเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้องพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อให้สามารถเข้าถึงผ่านช่องทางมือถือ รวมถึงการพัฒนาช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อย แต่มีทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และไลน์ สามารถใช้เป็นช่องทางสื่อสารไปยังลูกค้าได้
ขณะที่การซื้อขายจะเริ่มกระจายลงถึงลูกค้าที่มีอายุน้อยลงด้วยการใช้งานบัตรเดบิต แต่เดิมการซื้อขายผ่านออนไลน์ต้องใช้บัตรเครดิตเท่านั้นซึ่งมีข้อจำกัดทำให้ผู้ถือบัตรต้องมีรายได้ต่อเดือน แต่การใช้บัตรเดบิตหรือบัตรเอทีเอ็ม จะทำให้กลุ่มวัยรุ่นสามารถซื้อสินค้าออนไลน์ได้มากขึ้น
ทอม ศรีวรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์เอ็นโซโก กล่าวว่า เว็บเดลีดีลเป็นหนึ่งในรูปแบบธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่สร้างการเติบโตอย่างรวดเร็วในรอบปีที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร คนก็ต้องการจับจ่ายใช้สอย และการได้รับเงื่อนไขพิเศษ ได้ราคาพิเศษ และต่อไปจะพัฒนารูปแบบการซื้อดีลต่างๆ ให้ตรงกับเทศกาลมากขึ้น รวมถึงการจัดงานเทศกาลขึ้นเอง เช่น งานด้านความสวยความงามและสุขภาพ งานด้านอุปกรณ์ไอทีแกดเจ็ต เพื่อดึงดูดลูกค้ามากขึ้น
“ช่วงที่ผ่านมามีผู้ให้บริการล้มหายตายจากไปจากอุตสาหกรรมจำนวนมาก แต่ก็ยังมีผู้ให้บริการเหลืออยู่อีกหลายราย และการเข้ามาทำตลาดของผู้ให้บริการจากต่างประเทศ เชื่อว่าจะกระตุ้นให้ตลาดเกิดความคึกคัก แข่งขันกันมากขึ้น ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์ ถือเป็นสิ่งที่ดี” ทอม กล่าว
ทิวา ยอร์ค กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ บริษัท สนุกออนไลน์ ผู้ให้บริการเว็บไซต์ดีลฟิช และสบายดอทคอม กล่าวว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะเติบโตขึ้นตามจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นนอกจากสบายดอทคอมที่เปิดให้บริการธุรกิจซื้อขายบนโลกออนไลน์แล้ว จึงได้เปิดดีลฟิชเพื่อให้เป็นพื้นที่ซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ สำหรับคนทั่วไปให้เข้ามาประกาศซื้อ ประกาศขายได้อย่างเต็มที่
และเพื่อสร้างความคุ้นเคย ดีลฟิชจึงเน้นพื้นที่ที่ผู้ซื้อผู้ขายจะเข้าถึงกันได้ง่าย โดยการระบุพื้นที่ของสินค้าให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถนัดเจอเพื่อรับสินค้ากันได้โดยตรง เนื่องจากไม่ใช่การซื้อขายแบบธุรกิจ แต่เป็นการซื้อขายแบบผู้ใช้ต่อผู้ใช้ การดำเนินการลักษณะนี้จะช่วยสร้างความคุ้นเคยก่อนจะขยายไปยังรูปแบบอื่นๆ โดยดีลฟิชได้เปิดให้บริการที่ จ.เชียงใหม่ เพิ่มเติมไป และมีแผนขยายไปยังส่วนอื่นๆ ในเร็วๆ นี้
ขณะที่ภาคเอกชนพยายามอย่างเข้มข้นเพื่อกระตุ้นตลาดสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อผลักดันให้อีคอมเมิร์ซเติบโตมากขึ้น เนื่องจากเห็นถึงโอกาสที่เกิดขึ้น ภาครัฐเองมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที คือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ. โดยมี สุรางคณา วายุภาพ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการ ภารกิจหลัก เช่น เรื่องความเชื่อมั่น สพธอ. ต้องสร้างความร่วมมือกับสมาคมและชมรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กระตุ้นให้เกิดการสร้างระบบควบคุมดูแลกันเอง พร้อมทั้งสร้างระบบการรับรองเว็บไซต์ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ในส่วนของภาครัฐจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนหันมาใช้บริการของรัฐมากขึ้น โดยต้องมีมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัย
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ถือเป็นการสร้างมาตรฐานในการนำข้อมูลของประชาชนไปใช้ ทั้งหมดคือภารกิจในเบื้องต้นที่ สพธอ. ต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพราะต่อให้ส่งเสริมสนับสนุนด้านผู้ประกอบการมากเพียงใด แต่ถ้าผู้บริโภคไม่มีความเชื่อมั่น ไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น ทุกอย่างก็ไม่เกิด ถือเป็นการสร้างกลไกที่ผู้บริโภคจะได้รับความคุ้มครอง
สพธอ. ตั้งขึ้นตั้งแต่ 1 ก.ค. 2554 จนวันนี้ผ่านไปเป็นเวลาปีครึ่งแล้ว แต่ยังเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมน้อยมาก ต้องจับตาดูว่าในปี 2556 นี้ จะเห็นแผนงาน ทิศทาง และผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นหรือไม่ เดือดร้อนถึงกระทรวงไอซีทีต้องหันมาใส่ใจหน่วยงานในสังกัดอีกรายมากขึ้น เพื่อผลักดันอีคอมเมิร์ซให้กว้างขวางขึ้น
เพราะลำพังเพียงเอกชน ยังไงก็ไม่สามารถกำหนดมาตรฐานกลางที่เป็นที่ยอมรับได้







