posttoday
มองหา Black Swan ในปี 2556 ตอนที่ 1

มองหา Black Swan ในปี 2556 ตอนที่ 1

04 มกราคม 2556

ในปี 2556 นักลงทุนแทบจะทุกคนซึ่งรวมผมด้วย ล้วนมีมุมมองที่สดใสอย่างมากต่อการลงทุนในปีนี้ โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ดังจะเห็นจากมุมมองของนักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่เผยแพร่ทัศนะตนเอง ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงปลายปีที่แล้วและต่อเนื่องมายังต้นปีนี้

ในปี 2556 นักลงทุนแทบจะทุกคนซึ่งรวมผมด้วย ล้วนมีมุมมองที่สดใสอย่างมากต่อการลงทุนในปีนี้ โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ดังจะเห็นจากมุมมองของนักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่เผยแพร่ทัศนะตนเอง ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงปลายปีที่แล้วและต่อเนื่องมายังต้นปีนี้

แต่ผมอยากจะชวนท่านผู้อ่านมาคิดอีกด้านหนึ่งว่า ถ้าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยจะปรับลงมากกว่า 20% ในปีนี้จะมาจากปัจจัยอะไร เนื่องจากนักลงทุนในตลาดแทบจะ 100% ล้วนคาดผลตอบแทนการลงทุนในหุ้นปีนี้เทียบกับปีก่อนจะเป็นบวกมากกว่า 5% ดังนั้น ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดผลตรงกันข้ามที่รุนแรงโดยส่งผลให้ดัชนีหลักทรัพย์ไทยในปีนี้ ปรับลดลงมากกว่า 20% จากสิ้นปี 2555 เหตุการณ์นั้นจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก (Rare Event) หรือ “Black Swan” ตามคำนิยามโดยทั่วไปของโลกการเงินใน 45 ปีที่ผ่านมา จากอิทธิพลหนังสือที่ดีมากที่สุดเล่มหนึ่งของวิชาการเงิน ที่ชื่อ “Black Swan” เขียนโดย ดร. Nassim Taleb

ผมประเมินเหตุการณ์ Black Swan ต่อดัชนีหลักทรัพย์ไทยดังนี้

กรณีที่ 1 เกิดรัฐประหารโดยกองทัพในประเทศไทย และตามด้วยการต่อต้านของมวลชนในลักษณะรุนแรงมากเหมือนกรณีการโค่นผู้นำสูงสุดทางการเมืองในตะวันออกกลาง ที่เราเรียกว่า “อาหรับสปริง” ในปี 2554 ที่ผ่านมา กรณีนี้ถ้าเกิดขึ้นในไทย ดัชนีหลักทรัพย์ไทยปรับลดลงมากกว่า 20% จากต้นปี แต่ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์นี้อยู่ในระดับที่ต่ำมากทีเดียว คือน้อยกว่า 1% แต่ถ้าเกิดกรณีนี้ขึ้น ผมคิดว่านักลงทุนอาจจะเสี่ยงด้วยการเข้าซื้อเพิ่ม หรือถ้าขายหุ้นก็ขายเพื่อนำเงินสดมาซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อเฉลี่ยต้นทุนให้ลดลง (ถ้าตลาดหลักทรัพย์ยังเปิดการซื้อขายอยู่ในตอนนั้น) แต่ถ้าไม่สามารถดำเนินการซื้อหรือขายทันเพราะตลาดปิดทำการ เมื่อตลาดเปิดทำการ ก็สามารถใช้กลยุทธ์การลงทุนดังกล่าวได้ทันที

เพราะกรณีนี้ ผมคาดว่าฝ่ายกองทัพที่ทำการรัฐประหารจะพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว เพราะการรัฐประหารแบบปี 2549 โดยประสบความสำเร็จและไม่มีการต่อต้าน จะไม่มีทางเกิดขึ้นในประเทศไทยอีกแล้ว การรัฐประหารของไทยถ้ามีขึ้นในอนาคตจะตามด้วยการต่อต้านจากทหารระดับล่างและมวลชนจำนวนมาก ซึ่งจะนำหายนะมาสู่ผู้นำกองทัพที่รัฐประหารและผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารทันที จนอาจจะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองไทยอย่างรุนแรง

กรณีที่ 2 เกิดสงครามในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนและเวียดนาม ในลักษะรบกันไป 23 วัน ก่อนที่จะมีการแทรกแซงจากมหาอำนาจอื่นๆ และยุติสงครามด้วยการเจรจา กรณีนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นประมาณ 12% แต่ถ้าเกิดขึ้น นักลงทุนไม่จำเป็นต้องลดการถือครองหุ้น และถ้ามีเงินสดถือเป็นโอกาสซื้อหุ้นเพิ่ม และถ้าไม่มีเงินสดในมืออาจจะใช้กลยุทธ์ทยอยขายหุ้นเพื่อนำเงินสดไปซื้อหุ้นเฉลี่ยขาลง เพื่อให้ต้นทุนการถือครองหุ้นอยู่ในระดับต่ำเพื่อรับผลตอบแทนส่วนเพิ่มในอนาคต เพราะกรณีนี้ไม่น่าจะเป็นสงครามยืดเยื้อ และที่สุดจะจบลงด้วยการเจรจาระหว่างประเทศ

กรณีที่ 3 เกิดสงครามในคาบสมุทรเกาหลี ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ หรือเกาหลีเหนือและญี่ปุ่น กรณีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากเช่นกัน โดยผมคาดว่าโอกาสที่เกิดน่าจะน้อยกว่า 2% แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว คิดว่านักลงทุนควรลดพอร์ตการลงทุนและโยกเงินเข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ หรือกองทุนตราสารหนี้ในประเทศ เพื่อรอดูสถานการณ์ว่าสงครามจะยืดเยื้อยาวนานหรือไม่ ก่อนจะเข้าลงทุนในหลักทรัพย์ใหม่ เพราะเราไม่อาจคาดเดาความคิดและพฤติกรรมของผู้นำเกาหลีเหนือได้ เพราะผลประโยชน์และวิธีคิดของเกาหลีเหนือนั้นแทบจะไม่มีส่วนร่วมและเชื่อมโยงประโยชน์โดยตรงทางการค้าและการลงทุนกับประเทศอื่นๆ ของโลกเลย

กรณีที่ 4 เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยโดยมิใช่วิถีทางรัฐสภา แต่ก็มิใช่ทางการรัฐประหาร อาทิ เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาลโดยคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 5% กรณีนี้เมื่อเกิดขึ้น ผมคิดว่านักลงทุนควรลดพอร์ตการลงทุนเพื่อรอจังหวะเข้าซื้อใหม่ที่ต้นทุนต่ำกว่าเดิม เพราะผมคาดว่า เมื่อเกิดกรณีขึ้นอาจจะตามมาด้วยการยุบสภาของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป และเมื่อผ่านการเลือกตั้งครั้งต่อไปซึ่งพรรคที่ชนะการเลือกตั้งน่าจะเป็นพรรคการเมืองรัฐบาลเดิม ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่ดัชนีหลักทรัพย์อาจจะปรับขึ้นมาระดับเดียวกับก่อนที่จะปรับลง เพียงแต่ว่าอาจจะใช้เวลามากกว่า 3 เดือนหลังเลือกตั้ง ในการที่ดัชนีหลักทรัพย์กลับมาอยู่ระดับเดิม

กรณีที่ 5 เกิดการชุมนุมประท้วงในจีนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในลักษณะเดียวกับกรณีเทียนอันเหมินเมื่อปี 2532 กรณีนี้มีความเป็นไปได้ประมาณ 5% แต่เมื่อเกิดขึ้น ควรลดการลงทุนในหุ้นทั้งหมด และเปลี่ยนไปเข้าไปถือครองเงินเหรียญสหรัฐทันที และควรจะถือครองเงินเหรียญสหรัฐจนกว่าจะมีบทสรุปที่ชัดเจนในจีน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท