posttoday
"บาเซิล 3" กฏเหล็กคุมแบงก์

"บาเซิล 3" กฏเหล็กคุมแบงก์

04 มกราคม 2556

โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์

โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์

เข้าสู่ปี 2556 ถึงกำหนดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานการดำรงเงินกองทุนใหม่ที่เรียกว่า บาเซิล 3 กับธนาคารพาณิชย์ โดยเป็นรูปแบบทยอยบังคับใช้ในบางรายการ จากเดิมปฏิบัติตามเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนบาเซิล 2 ตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งประเด็นหลักที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไทยและธนาคารพาณิชย์ในหลายประเทศต้องมุ่งสู่ถนนบาเซิล 3 สายเดียวกัน เกิดจากประเทศพี่ใหญ่มหาอำนาจอย่างสหรัฐ ล้มไม่เป็นท่าในปี 2550 จากปัญหาซับไพรม์

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้สัจธรรมที่ว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอนกลับมาเด่นชัดในหมู่นักการเงินการธนาคารอีกครั้ง ใครจะเชื่อว่าสถาบันการเงินในสหรัฐที่ทำธุรกิจปล่อยกู้เป็นเจ้าหนี้ ต้องกลายเป็นลูกหนี้เสียเอง และที่เลวร้ายที่สุด คือ สถาบันการเงินหลายแห่งต้องปิดตัวลงเพราะหนี้ขนาดมหึมา

นี่เองจึงทำให้ บีไอเอส หรือ Bank of International Settlements โดย Basel Committee on Banking Supervision ต้องขึงพืดธนาคารพาณิชย์ไม่ให้เล่นแร่แปรธาตุนำเงินที่รับฝากจากผู้ฝากเงินไปออกอนุพันธ์แปลกประหลาด แต่ต้องมีการดำรงสภาพคล่องและเงินกองทุนไว้อย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำรอย เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐได้ลุกลามเป็นปัญหาเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่คิด

บาเซิล 3 จึงเป็นการออกกฎเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์หยุดเปรี้ยว กติกาใหม่จึงมีความเข้มงวดโดยเฉพาะทุนของธนาคารที่ต้องแสดงความเป็นเจ้าของมากขึ้น ได้แก่ หุ้นสามัญ และกำไรสะสม ที่เป็นส่วนเข้มข้นที่สุดในเงินกองทุนขั้นที่ 1 หรือเทียร์ 1 ต้องไม่น้อยกว่า 4.5% เพราะเมื่อเกิดกรณีเลวร้ายสุดคือธนาคารล้ม ธนาคารจะสามารถแบกรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ โดยไม่เป็นภาระของทางการมากจนเกินไป ขณะที่เทียร์ 1 รวมเพิ่มอยู่ที่ 6% จากเดิมบาเซิล 2 กำหนดให้เทียร์ 1 อยู่ที่ 4.5%

กิตติยา โตธนะเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสายงาน สายงานการเงิน ธนาคารกรุงไทย อธิบายผลจากบาเซิล 3 ว่า ต่อไปรูปแบบการระดมทุนของธนาคารพาณิชย์จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงกับผลตอบแทนที่ลูกค้าจะได้รับต้องมีความสมดุล ตัวอย่างเช่น การออกหุ้นกู้ของธนาคารพาณิชย์ระยะยาวอายุ 10 ปี ที่มีการออกกันมากในช่วงปีก่อน หากธนาคารพาณิชย์มาออกหลังจากเกณฑ์บาเซิล 3 ทยอยบังคับใช้ปีนี้ ก็จะมีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นว่า หากผู้ออกหุ้นกู้ขาดทุน ลูกค้าที่ถือหุ้นกู้นั้นจะไม่ได้รับผลตอบแทน ซึ่งเงื่อนไขนี้เดิมจะมีเฉพาะกรณีการออกตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน หรือไฮบริด ที่นับเข้าเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 เท่านั้น ทำให้ต่อไปหากธนาคารพาณิชย์ต้องการออกหุ้นกู้ระยะยาว ก็ต้องให้ผลตอบแทนลูกค้าที่มากขึ้นเพื่อสร้างแรงจูงใจ ซึ่งก็ทำให้ธนาคารมีต้นทุนสูงขึ้นตาม

“ถือว่าเป็นผลดีต่อลูกค้าที่จะได้ผลตอบแทนสูง เพราะความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่จะบริหารขาดทุนเป็นเรื่องยาก” กิตติยา กล่าว

กิตติยา ยังยกตัวอย่างด้วยว่า กรณีการออกหุ้นกู้อายุ 10 ปี ของธนาคารพาณิชย์ที่ต่างทยอยออกขายในปีก่อน เมื่อเข้าสู่เกณฑ์บาเซิล 3 ปีนี้ ก็จะมีผลย้อนหลังในบางเรื่อง คือ ธนาคารสามารถนำหุ้นกู้ที่ออกมานับเข้าเป็นส่วนทุนได้น้อยลงปีละ 20% เช่น หากปีก่อนออกหุ้นกู้ระยะยาว 10 ปี สามารถไถ่ถอนได้เมื่อถึงปีที่ 5 สมมติวงเงิน 100 ล้านบาท ปีนี้ก็จะถูกนับเข้าเป็นส่วนทุนได้ 80% หรือ 80 ล้านบาท ก่อนเหลือ 60% 40% และ 20% ในปีถัดๆ ไป จนครบระยะเวลา 5 ปี หุ้นกู้ก้อนนี้จะไม่สามารถนับเข้าเป็นส่วนทุนได้เลย

อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องบาเซิล 3 ขณะนี้ก็ยังมีเรื่องที่ ธปท.อยู่ระหว่างการหารือกับสมาคมธนาคารไทย คือ การกำหนดเพดานการปล่อยกู้ในบริษัทขนาดใหญ่ หากธนาคารปล่อยกู้บริษัทใดบริษัทหนึ่งมากจนเกินไปจะต้องดำรงเงินกองทุนสูงขึ้น ก็ยิ่งทำให้ธนาคารมีต้นทุนสูงขึ้นตาม โดย ธปท.มองว่าไม่ต้องการให้เกิดความเสี่ยงกระจุกตัวของสินเชื่อ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ก็ได้มีการแลกเปลี่ยนกับ ธปท.ว่า บริษัทขนาดใหญ่บางรายจะมีการทำธุรกิจที่หลากหลาย ทำให้ความเสี่ยงที่ได้รับแต่ละธุรกิจแตกต่างกัน ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ของไทยบางรายมีความแข็งแกร่งจริงๆ ทำให้เมื่อมีจังหวะโอกาสบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ก็ต้องการขยายธุรกิจ ธนาคารจึงต้องเข้าช่วยเหลือเรื่องเงินกู้ หากให้ธนาคารปล่อยกู้ตามเพดานใหม่ที่กำหนด ก็อาจส่งผลกระทบต่อการขยายธุรกิจของลูกค้าได้เช่นกัน ฉะนั้นหาก ธปท.ออกกฎใหม่เรื่องเพดานการปล่อยกู้ ธนาคารพาณิชย์จะได้รับผลกระทบ 2 เด้งในเรื่องการดำรงเงินกองทุนนอกจากต้องรับเกณฑ์ใหม่ของบาเซิล 3 ที่เลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว

น่าสนใจว่าขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ก็เริ่มขยับตัวมาเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และหาช่องทางระดมทุนให้ลูกค้าขนาดใหญ่มากขึ้น เพื่อพึ่งพิงเงินกู้จากธนาคารให้น้อยลง

กิตติยาปฏิเสธในเรื่องนี้ โดยมองว่าการที่ธนาคารพาณิชย์ผันตัวเป็นที่ปรึกษาหาช่องทางระดมทุนให้ลูกค้ามากขึ้นนั้น ไม่เกี่ยวกับการเตรียมรับกฎใหม่ต่างๆ แต่สิ่งเหล่านี้ในทางธุรกิจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถึงจังหวะเวลาหนึ่งธนาคารก็ต้องปรับตัวในการดำเนินธุรกิจ โดยนำเครื่องมือตลาดเงิน ตลาดทุน เข้ามาช่วยลูกค้ามากขึ้น และหาก ธปท.ออกกฎใหม่เรื่องเพดานการปล่อยกู้ ก็คงทำให้ธนาคารหันมาปล่อยกู้ร่วมกันมากขึ้น

“ปัจจุบันการบริหารพอร์ตสินเชื่อไม่ได้ถูกกดดันจากบาเซิล 3 เพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งเหล่านี้ธนาคารทำกันมาหลายปีแล้ว หน้าที่ของธนาคารคือการกระจายความเสี่ยงและดูผลตอบแทน อย่างปีนี้ที่กรุงไทยมีเป้าหมายเข้าหาลูกค้าใหญ่ขนาดกลาง เพราะปัจจุบันไม่เฉพาะลูกค้ารายใหญ่เท่านั้นที่พร้อมจะออกตลาดต่างประเทศ แต่ที่เห็นคือลูกค้าใหญ่ขนาดกลางก็มีศักยภาพขยายธุรกิจไปในแถบอินโดจีน และผู้ประกอบการเหล่านี้เดิมอยู่ในภาคตะวันออกหรือภาคใต้ แต่ตอนนี้เริ่มเห็นผู้ประกอบการในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความพร้อมขยายธุรกิจไปต่างประเทศ การเป็นที่ปรึกษาการเงิน เตรียมพร้อมธุรกิจต่างประเทศจึงมีความสำคัญและช่วยได้มาก” กิตติยา กล่าว

ด้าน ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองมิติความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์หลังทยอยบังคับใช้บาเซิล 3 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกำกับสถาบันการเงินหลังจากปี 25502551 สถาบันการเงินต่างประเทศทำให้เกิดต้นตอวิกฤตการเงินโลก

ระยะเวลาจากนี้จึงเป็นโอกาสที่ธนาคารพาณิชย์จะค่อยๆ ปรับโครงสร้างสินเชื่อ โดยเลี่ยงสินเชื่อที่กินทุนธนาคาร เพราะอาจไม่คุ้มกับผลตอบแทนที่ได้รับ กรณีที่เห็นได้ชัดคือ ธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารพาณิชย์จะเริ่มปรับตัวเป็นฝ่ายที่ปรึกษาระดมทุน ขณะที่บริษัทก็มีความสามารถด้วยตัวเองที่จะระดมทุนในรูปแบบเข้าสู่ตลาดทุนและออกตราสารหนี้

อย่างไรก็ดี ในส่วนของกฎเกณฑ์ใหม่ การออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิจากนี้จะมีเงื่อนไขเปลี่ยนสถานะผู้ถือตราสารจากเจ้าหนี้เป็นผู้ถือหุ้น เพราะหากเกิดกรณีรับรู้ความเสียหายเดิมนั้น เจ้าหนี้จะได้รับการดูแลก่อนผู้ถือหุ้น แต่เมื่อเป็นกรณีนี้ลูกค้าก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงตามความเสี่ยง ก็ยิ่งตอกย้ำการหารายได้จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) น้อยลง และการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์จะมีโจทย์ยากขึ้น

ส่วนกรณีการไม่ยุบกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) แล้วนั้น ผู้บริหารศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองไม่เกี่ยวข้องกับบาเซิล 3 เนื่องจากเพื่อเหลือเก็บไว้เป็นช่องทางในการช่วยเหลือกรณีเลวร้ายที่สุด นั่นคือ ธนาคารล้ม

“กรณีสมมติถ้าธนาคารใดล้ม แบงก์ชาติจะไม่สามารถเข้าช่วยด้วยการให้กู้กับธนาคารพาณิชย์ได้อีกต่อไป เพราะกฎหมายของแบงก์ชาติ คือ จะให้กู้ได้ก็ต่อเมื่อมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่เมื่อธนาคารล้ม ก็ไม่เหลือทรัพย์อะไรจะให้ค้ำ จึงเหลือกองทุนฟื้นฟูฯ ช่องทางเดียวที่จะช่วยเหลือได้เป็นการให้กู้เปล่า กองทุนฟื้นฟูฯ จึงมีความจำเป็นอยู่ เพื่อเป็นกลไกของภาครัฐ” ธัญญลักษณ์ ไขความกระจ่าง

ปฏิบัติการบาเซิล 3 จึงเป็นการสร้างแรงกดดันให้ธนาคารพาณิชย์เจองานยากงานหิน ทั้งการปล่อยกู้และการสร้างผลกำไรนับจากนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท