posttoday
เช็คอาการเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤติค่าแรง300บาท

เช็คอาการเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤติค่าแรง300บาท

03 มกราคม 2556

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า วันที่ 1 ม.ค. 2556 นโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศเริ่มมีผล สวนทางมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังเป็นปมร้อนเคาะไม่ลง เพราะจากเดิมที่ภาคเอกชน โดยคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ที่ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เคยเสนอมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีไปถึง 27 ข้อ ไปๆ มาๆ ก็ถูกเคาะลงเหลือแค่ 11 มาตรการ ได้แก่ การลดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในส่วนของนายจ้างและลูกจ้างเหลือ 4% จากเดิมที่ 5%

มาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 23% ในปีนี้ และเหลือ 20% ในปี 2556 มาตรการในการนำส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นมาหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า มาตรการในการนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือแรงงานตาม พ.ร.บ.พัฒนาฝีมือแรงงาน มาหักภาษีได้ 2 เท่า มาตรการกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานดอกเบี้ยต่ำที่ 0.1% มาตรการสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการจ้างงาน การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน และเสริมสภาพคล่องของกิจการ

มาตรการสินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพด้านการผลิต มาตรการค้ำประกันสินเชื่อรวม มาตรการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีระยะเวลาก่อตั้ง 3-4 ปี มาตรการยกเว้นภาษีนิติบุคคล กรณีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และมาตรการหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักได้เต็มจำนวนที่ 100% แต่เมื่อพิจารณาจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล จะเห็นว่ายังไม่ใช่ยาแรงที่ช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ฟื้นจากโคม่าผลกระทบค่าจ้าง 300 บาทได้ เพราะหลายมาตรการไม่ได้ช่วยให้ภาระผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลดลงเมื่อเทียบกับภาระค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ เอสเอ็มอีคงจะหวังพึ่งน้ำบ่อหน้าจากรัฐบาลอย่างเดียวไม่ได้ ทำให้หลายๆ กลุ่มอุตสาหกรรมลุกขึ้นมาปรับกลยุทธ์ เตรียมพร้อมรับมือ เพื่อให้ธุรกิจยังเดินหน้าต่อได้ แม้ว่าจะได้กำไรน้อยลง แต่ก็ดีกว่าที่จะต้องพับเสื่อเลิกกิจการไป

เอสเอ็มอีรายเล็ก ใช้แรงงานเยอะ สายป่านไม่ยาว ใช้กลยุทธ์จ่ายค่าจ้างแบบเหมาชิ้นงาน เล็งปิดโรงงานต่างจังหวัดแล้วกลับมาเน้นขยายโรงงานในเมืองแทนเพื่อลดต้นทุนค่าขนส่ง ส่วนรายใหญ่ที่มีความพร้อมหันย้ายฐานลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า

กรภัคร์ มีสิทธิตา ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมหัตถอุตสาหกรรม ส.อ.ท. กล่าวว่า กลุ่มหัตถกรรมเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี เลือกที่จะปรับตัวรับต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นด้วยการจ่ายเงินแบบเหมาตามชิ้นงาน แทนการจ้างเป็นเงินเดือน นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายทั้งค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา (โอที) แล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้คนงานทำงานได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ และยังทำให้ชิ้นงานเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

“ระยะแรกคงทำเท่าที่มียอดคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) เพื่อรักษาตลาดและลูกค้าไว้ เพราะต้องยอมรับว่าช่วงนี้เป็นจังหวะที่เศรษฐกิจไม่ดี แต่หลังจากนั้นก็ต้องปรับประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิตแต่ต้องคงคุณภาพไว้ และใช้นวัตกรรมเข้ามาปรับในชิ้นงานเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด” กรภัคร์ กล่าว

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าในปี 2556 จะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ในกลุ่มหัตถอุตสาหกรรมตั้งรับไม่ทัน ปิดตัวลงไปเป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีตัวเล็กๆ ที่ใช้แรงงาน 1020 คน

สำหรับผู้ประกอบการที่พร้อมด้านเงินทุน ก็จะหาทางออกด้วยการย้ายฐานผลิตไปเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนค่าจ้างต่ำ เช่น เวียดนามและกัมพูชา

วัลลภ วิตนากร รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และประธานกรรมการ บริษัท ไฮเทค แอพพาเรล กรุ๊ป กล่าวว่า เอกชนกำลังพยายามปรับตัวและดูผล 612 เดือน ว่าจะเป็นอย่างไร หากไม่ไหวก็คงต้องปิดกิจการที่อยู่ในต่างจังหวัดลง เอาโรงงานที่ปิดไปให้รัฐบาลเช่าทำเป็นโกดังเก็บข้าวแทน

ปัจจุบันโรงงานสิ่งทอและเครื่องนุ่มในประเทศไทยทั้งที่เป็นโรงงานขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีตามห้องแถวมีทั้งหมด 1,500 โรงงาน อยู่ในกรุงเทพฯ เพียงแค่ 400 โรง ที่เหลือเป็นโรงงานที่กระจายอยู่ในต่างจังหวัด ซึ่งนโยบายดังกล่าวถือเป็นแนวคิดที่ผิด เพราะจะทำให้แรงงานต่างจังหวัดตามเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการบางส่วนที่ย้ายฐานผลิตไปลงทุนเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทย ทั้งลาว เวียดนาม และกัมพูชา 25 ราย ซึ่งค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นนอกจากจะบั่นทอนขีดความสามารถการแข่งขันของเอสเอ็มอี ยังอาจเป็นเหตุให้ราคาสินค้าปรับขึ้นด้วย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ