posttoday
STEC เปิดแผนธุรกิจปี"56มุ่งสร้างกำไรให้แข็งแกร่ง

STEC เปิดแผนธุรกิจปี"56มุ่งสร้างกำไรให้แข็งแกร่ง

03 มกราคม 2556

โดย...ยินดี เรืองดิษฐ์

โดย...ยินดี เรืองดิษฐ์

ในปี 2556 บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) จะเป็นปีที่ 51 ของการทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และได้ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านวิกฤต มานับครั้งไม่ถ้วนและหนักสุดๆ ก็คงจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540

ถึงตอนนี้ STEC ถือว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงในการทำธุรกิจ และถือว่าเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีเงินสดในมือมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างในกลุ่ม ณ สิ้นงวด 9 เดือน ปี 2555 บริษัทมีเงินสดในมือ 7,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าความจำเป็นและความเพียงพอในการทำธุรกิจที่ปกติจะต้องมีเงินสดสำรองประมาณ 2,000 ล้านบาทเท่านั้น

บริษัทจะใช้เงินสดไปต่อยอดธุรกิจอย่างไรในปี 2556

“ภาคภูมิ ศรีชำนิ” กรรมการผู้จัดการ STEC ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งและเป็นแม่ทัพใหญ่ในการนำพาธุรกิจเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2555 ด้วยวัย 51 ปี ซึ่งเท่ากับอายุกิจการของ STEC และจะก้าวย่างการเติบโตไปพร้อมๆ กับกิจการ

ภาคภูมิ กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายและเป้าหมายหลักในการบริหารให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับ 8.59% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิจะอยู่ในระดับ 56% ขณะที่เป้าหมายการเติบโตของรายได้และยอดขาย จะเติบโตประมาณ 1520% ต่อเนื่องในช่วง 3 ปีนับจากนี้ หรือในปี 2556 รายได้ของบริษัทจะอยู่ในระดับ 2.1 หมื่นล้านบาท จากสิ้นปี 2555 ที่คาดว่ารายได้จะปิดที่ระดับ 1.8 หมื่นล้านบาท

ส่วนแนวโน้มในช่วง 23 ปีข้างหน้า อัตราการเติบโตจะอยู่ในระดับ 1520% ซึ่งการรักษาการเติบโตเท่านี้ไม่ได้หมายความว่าความสามารถในการรับงานของบริษัทจะไม่มี แต่ไม่จำเป็นที่จะเร่งรับงานเพื่อให้ได้ปริมาณงานเยอะเหมือนที่ผ่านมาแล้ว แต่จะรับงานที่สามารถบริหารและควบคุมต้นทุนรวมถึงบริหารจัดการให้ได้ดีมากที่สุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักที่วางไว้คือมุ่งในเรื่อง อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธินั่นเอง


ประมูลงานใหม่แสนล้าน

สำหรับเป้าหมายในการยื่นประมูลงานใหม่ในปี 2556 นี้ บริษัทคาดว่าจะเข้าร่วมประมูลงานรัฐ มูลค่ารวมประมาณ 1 แสนล้านบาท จากสถิติในอดีตนั้นมีโอกาสชนะการประมูลงานประมาณ 2530% ของงานที่เข้าร่วมประมูล ซึ่งหมายความว่าบริษัทน่าจะมีโอกาสเซ็นสัญญารับงานใหม่จริงๆ ประมาณ 2.53 หมื่นล้านบาท

การเติมงานใหม่เข้ามาในแต่ละปีในระดับนี้ ก็จะสนับสนุนให้งานในมือของบริษัทยืนอยู่ในระดับ 6 –6.5 หมื่นล้านบาทได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีงานในมือมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ก็จะสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทได้ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี

“9 เดือนแรกของปี 2555 บริษัทมีงานในมือในระดับกว่า 4 หมื่นล้านบาท และรอเซ็นสัญญาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงที่มีมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านบาท หากเซ็นเสร็จก็จะทำให้งานในมือสิ้นปีปิดที่ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งในแต่ละปีจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ประมาณ กว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี ปีละ 1520%”

สำหรับงานใหม่ที่จะเข้าร่วมประมูลนั้นก็จะเป็นไปตามกรอบการลงทุนของรัฐบาล ที่มีนโยบายชัดเจนว่าในแผน 5 ปีจะลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ คาดว่างานที่จะออกมาในปี 2556 เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว รถไฟฟ้าสายสีชมพู ส่วนรถไฟฟ้าสายสีส้มยังต้องลุ้น และยังมีโครงการทางหลวงระหว่างเมือง หรือมอเตอร์เวย์ 2 สาย คือ นครราชสีมาและกาญจนบุรี โครงการรถไฟรางคู่ และโครงการบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่บริษัทจะเข้าร่วมประมูลในส่วนของงานก่อสร้าง ส่วนงานสร้างอาคารรัฐสภาหลังใหม่ไม่ได้รวมอยู่ในงบลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท

STEC เปิดแผนธุรกิจปี"56มุ่งสร้างกำไรให้แข็งแกร่ง

 

ทั้งหมดนี้คืองานประมูลที่บริษัทจะเข้าไปร่วมแข่งขัน รวมถึงงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะเริ่มเปิดประมูลโรงไฟฟ้าอิสระ (IPP) เกิดขึ้นด้วย

การเข้าประมูลก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้านั้นบริษัทมีความมั่นใจเพราะปัจจุบันบริษัทกำลังดำเนินการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่มีความคืบหน้าและประสบความสำเร็จในการควบคุมด้านต่างๆ เป็นอย่างดี ทีมงานทั้งหมดที่ควบคุมอยู่ก็เป็นทีมงานที่มีประสบการณ์ในการสร้างแอร์พอร์ตลิงค์มา จึงทำให้บริษัทมีความคาดหวังว่าน่าจะมีโอกาสในการชนะการประมูลโครงการรถไฟฟ้าอีกหลายสายได้

ในอนาคตงานภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทสูงมากขึ้นหลังจากรัฐมีการลงทุนที่ชัดเจนทำให้สัดส่วนงานรัฐและเอกชนอยู่ในระดับ 60% ต่อ 40% ซึ่งงานเอกชนนั้นก็ยังมีความจำเป็น ในแต่ละปีจะรับงานอย่างน้อยปีละ 2,000–3,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความสมดุลให้กับบริษัท

เงินสดล้นมือเป็นโอกาสทุกด้าน

นอกจากนี้ การที่รัฐมีนโยบายในการลงทุนด้วยระบบ Contract Financing หรือการให้ผู้รับเหมาออกเงินในการก่อสร้างไปก่อนแล้วเมื่องานเสร็จก็เก็บเงินจากรัฐในคราวเดียวพร้อมดอกเบี้ยเพื่อลดภาระในการกู้เงินของภาครัฐ ถ้าหากรัฐนำนโยบายเรื่องนี้มาใช้ก็เป็นโอกาสที่ดีกับบริษัท เพราะขณะนี้สถาบันการเงินเองก็พร้อมที่จะให้บริษัทกู้ เสนอเข้ามาตลอดเวลาเพราะบริษัทมีเงินสดในมือค่อนข้างมาก

ณ สิ้นงวด 9 เดือนมีเงินสดในมือ 7,000 ล้านบาท ซึ่งเกินเงินสำรองที่ในธุรกิจที่หมุนเวียนแค่ระดับ 2,000 ล้านบาท จึงเป็นโอกาสที่ดีให้กับกิจการ เพราะขณะนี้ STEC ถือว่ามีความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน

ภาคภูมิ กล่าวว่า ข้อดีของการมีเงินสดในมือจำนวนมาก บริษัทยังใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงเรื่องต้นทุนและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างโดยเฉพาะราคาเหล็กที่ถือว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์และมีผลต่อต้นทุนและกำไรในการรับงาน ซึ่งทุกครั้งที่บริษัทได้รับงานมาก็จะมีการซื้อเหล็กล่วงหน้าด้วยการจ่ายเงินล่วงหน้าจองสินค้าไว้ก่อน ทำให้บริษัทซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลงได้อีก รวมถึงการนำเงินไปลงทุนด้วย ซึ่งทุกวันนี้บริษัทยังมีรายได้จากดอกเบี้ยรับเข้ามาด้วย ต่างจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างอื่นที่มีดอกเบี้ยจ่ายด้านเดียว

ความเสี่ยงปี ’56

สำหรับความเสี่ยงของการทำธุรกิจในปี 2556 นั้นในส่วนของการเมืองนั้นต้องบอกว่า มีความเสี่ยงลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต ขณะนี้ต้องถือว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพ ได้ผ่านพ้นการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาแล้ว เหลือเพียงการผลักดันนโยบายการลงทุนให้ได้ตามนโยบายที่ให้ไว้ เช่น การลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลสามารถดันออกมาให้ได้ในระดับ 1.1 ล้านล้านบาทก็ถือว่า ดีแล้ว และผลจากการลงทุนอย่างชัดเจนของภาครัฐ ก็จะทำให้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีอัตราการเติบโตที่ดี ถือเป็นยุคทองของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องตามการลงทุนของรัฐ

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องราคาวัสดุก่อสร้าง ซึ่งไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะเรื่องนี้ยังต้องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายนอกทั้งจีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุม แต่เราก็โชคดีหน่อยที่รับงานภาครัฐเยอะ จึงมีการชดเชยในเรื่องของค่าเคเข้ามาสนับสนุน นอกเหนือจากการที่บริษัทบริหารจัดการเองด้วยการซื้อเงินสด

สิ่งที่สำคัญสุดคือความเสี่ยงในเรื่องของแรงงานที่ขาดแคลน ซึ่งธุรกิจรับเหมาก่อสร้างต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมากนั้นอาจเกิดภาวะขาดแคลนได้ แต่บริษัทได้ประเมินเรื่องเหล่านี้ไว้อยู่แล้ว จึงได้มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมแรงงาน รวมถึงการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้ในงานก่อสร้าง และเริ่มเห็นผลชัดเจน จากการที่บริษัทนำเครื่องจักรมาใช้ในการผู้มัดเหล็กเส้นในการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งปกติจะใช้คนงานประมาณ 67 คน แต่เมื่อนำเครื่องจักรมาใช้ก็จะลดการใช้คนงานเหลือเพียง 12 คนเท่านั้น ซึ่งถือว่าเห็นผลมากและบริษัทก็ยังมีแผนในการลงทุนประมาณ 12% ของรายได้ในการสั่งซื้อเครื่องจักรเข้ามาใช้ในการก่อสร้างเพื่อลดปัญหาแรงงาน

พร้อมรับมือ เออีซี

ภาคภูมิ กล่าวว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 บริษัทมองว่าจะสนับสนุนให้งานก่อสร้างมีเพิ่มมากขึ้น และบริษัทก็มีความพร้อมในการรับมือ เพราะขณะนี้ได้เริ่มมีการฝึกพนักงานในเรื่องของภาษา และส่งพนักงานไปเรียนรู้ในต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศยุโรปตะวันออก เพราะเชื่อว่าน่าจะได้รับประโยชน์เนื่องจากเทคโนโลยีต่างๆ น่าจะเกินหน้าบ้านเราประมาณ 10 ปี จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

นอกจากนี้ STEC ยังเป็นบริษัทที่วิศวกรต่างประเทศจะเลือกเข้ามาทำงาน และเชื่อว่าจะไม่เจอปัญหาวิศวกรไหลออก เพราะที่ผ่านมานโยบายของบริษัทนั้นจะเป็นระบบพี่สอนน้องและทุกคนจะอยู่กับบริษัทในระยะเวลาที่ยาวนาน

“ผมทำงานกับ STEC มากว่า 27 ปี แล้วจึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารในปัจจุบัน และด้วยระบบที่เรามีอยู่จึงเชื่อว่า จะไม่มีปัญหาและบริษัทเองก็น่าจะได้รับประโยชน์จากเออีซีด้วย”

ภาคภูมิได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า อนาคต STEC จะยังคงเติบโตอย่างมั่นคง ส่วนผลงานในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ท้าทายในการที่จะบริหารให้กิจการเดินไปตามเป้าหมายและแผนที่วางไว้ แต่หากเปรียบเทียบจากราคาหุ้นของบริษัทนับจากเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งขณะนั้นราคาหุ้น STEC อยู่ที่กว่า 19 บาท แต่เมื่อผ่านมาระยะกว่า 1 เดือน ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมายืนเหนือ 25 บาท ซึ่งถ้าหากวัดความสำเร็จจากราคาหุ้นก็ถือว่าสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท