
STEC เปิดแผนธุรกิจปี"56มุ่งสร้างกำไรให้แข็งแกร่ง
โดย...ยินดี เรืองดิษฐ์
โดย...ยินดี เรืองดิษฐ์
ในปี 2556 บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) จะเป็นปีที่ 51 ของการทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และได้ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านวิกฤต มานับครั้งไม่ถ้วนและหนักสุดๆ ก็คงจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540
ถึงตอนนี้ STEC ถือว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงในการทำธุรกิจ และถือว่าเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีเงินสดในมือมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างในกลุ่ม ณ สิ้นงวด 9 เดือน ปี 2555 บริษัทมีเงินสดในมือ 7,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าความจำเป็นและความเพียงพอในการทำธุรกิจที่ปกติจะต้องมีเงินสดสำรองประมาณ 2,000 ล้านบาทเท่านั้น
บริษัทจะใช้เงินสดไปต่อยอดธุรกิจอย่างไรในปี 2556
“ภาคภูมิ ศรีชำนิ” กรรมการผู้จัดการ STEC ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งและเป็นแม่ทัพใหญ่ในการนำพาธุรกิจเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2555 ด้วยวัย 51 ปี ซึ่งเท่ากับอายุกิจการของ STEC และจะก้าวย่างการเติบโตไปพร้อมๆ กับกิจการ
ภาคภูมิ กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายและเป้าหมายหลักในการบริหารให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับ 8.59% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิจะอยู่ในระดับ 56% ขณะที่เป้าหมายการเติบโตของรายได้และยอดขาย จะเติบโตประมาณ 1520% ต่อเนื่องในช่วง 3 ปีนับจากนี้ หรือในปี 2556 รายได้ของบริษัทจะอยู่ในระดับ 2.1 หมื่นล้านบาท จากสิ้นปี 2555 ที่คาดว่ารายได้จะปิดที่ระดับ 1.8 หมื่นล้านบาท
ส่วนแนวโน้มในช่วง 23 ปีข้างหน้า อัตราการเติบโตจะอยู่ในระดับ 1520% ซึ่งการรักษาการเติบโตเท่านี้ไม่ได้หมายความว่าความสามารถในการรับงานของบริษัทจะไม่มี แต่ไม่จำเป็นที่จะเร่งรับงานเพื่อให้ได้ปริมาณงานเยอะเหมือนที่ผ่านมาแล้ว แต่จะรับงานที่สามารถบริหารและควบคุมต้นทุนรวมถึงบริหารจัดการให้ได้ดีมากที่สุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักที่วางไว้คือมุ่งในเรื่อง อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธินั่นเอง
ประมูลงานใหม่แสนล้าน
สำหรับเป้าหมายในการยื่นประมูลงานใหม่ในปี 2556 นี้ บริษัทคาดว่าจะเข้าร่วมประมูลงานรัฐ มูลค่ารวมประมาณ 1 แสนล้านบาท จากสถิติในอดีตนั้นมีโอกาสชนะการประมูลงานประมาณ 2530% ของงานที่เข้าร่วมประมูล ซึ่งหมายความว่าบริษัทน่าจะมีโอกาสเซ็นสัญญารับงานใหม่จริงๆ ประมาณ 2.53 หมื่นล้านบาท
การเติมงานใหม่เข้ามาในแต่ละปีในระดับนี้ ก็จะสนับสนุนให้งานในมือของบริษัทยืนอยู่ในระดับ 6 –6.5 หมื่นล้านบาทได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีงานในมือมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ก็จะสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทได้ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี
“9 เดือนแรกของปี 2555 บริษัทมีงานในมือในระดับกว่า 4 หมื่นล้านบาท และรอเซ็นสัญญาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงที่มีมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านบาท หากเซ็นเสร็จก็จะทำให้งานในมือสิ้นปีปิดที่ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งในแต่ละปีจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ประมาณ กว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี ปีละ 1520%”
สำหรับงานใหม่ที่จะเข้าร่วมประมูลนั้นก็จะเป็นไปตามกรอบการลงทุนของรัฐบาล ที่มีนโยบายชัดเจนว่าในแผน 5 ปีจะลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ คาดว่างานที่จะออกมาในปี 2556 เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว รถไฟฟ้าสายสีชมพู ส่วนรถไฟฟ้าสายสีส้มยังต้องลุ้น และยังมีโครงการทางหลวงระหว่างเมือง หรือมอเตอร์เวย์ 2 สาย คือ นครราชสีมาและกาญจนบุรี โครงการรถไฟรางคู่ และโครงการบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่บริษัทจะเข้าร่วมประมูลในส่วนของงานก่อสร้าง ส่วนงานสร้างอาคารรัฐสภาหลังใหม่ไม่ได้รวมอยู่ในงบลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท
ทั้งหมดนี้คืองานประมูลที่บริษัทจะเข้าไปร่วมแข่งขัน รวมถึงงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะเริ่มเปิดประมูลโรงไฟฟ้าอิสระ (IPP) เกิดขึ้นด้วย
การเข้าประมูลก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้านั้นบริษัทมีความมั่นใจเพราะปัจจุบันบริษัทกำลังดำเนินการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่มีความคืบหน้าและประสบความสำเร็จในการควบคุมด้านต่างๆ เป็นอย่างดี ทีมงานทั้งหมดที่ควบคุมอยู่ก็เป็นทีมงานที่มีประสบการณ์ในการสร้างแอร์พอร์ตลิงค์มา จึงทำให้บริษัทมีความคาดหวังว่าน่าจะมีโอกาสในการชนะการประมูลโครงการรถไฟฟ้าอีกหลายสายได้
ในอนาคตงานภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทสูงมากขึ้นหลังจากรัฐมีการลงทุนที่ชัดเจนทำให้สัดส่วนงานรัฐและเอกชนอยู่ในระดับ 60% ต่อ 40% ซึ่งงานเอกชนนั้นก็ยังมีความจำเป็น ในแต่ละปีจะรับงานอย่างน้อยปีละ 2,000–3,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความสมดุลให้กับบริษัท
เงินสดล้นมือเป็นโอกาสทุกด้าน
นอกจากนี้ การที่รัฐมีนโยบายในการลงทุนด้วยระบบ Contract Financing หรือการให้ผู้รับเหมาออกเงินในการก่อสร้างไปก่อนแล้วเมื่องานเสร็จก็เก็บเงินจากรัฐในคราวเดียวพร้อมดอกเบี้ยเพื่อลดภาระในการกู้เงินของภาครัฐ ถ้าหากรัฐนำนโยบายเรื่องนี้มาใช้ก็เป็นโอกาสที่ดีกับบริษัท เพราะขณะนี้สถาบันการเงินเองก็พร้อมที่จะให้บริษัทกู้ เสนอเข้ามาตลอดเวลาเพราะบริษัทมีเงินสดในมือค่อนข้างมาก
ณ สิ้นงวด 9 เดือนมีเงินสดในมือ 7,000 ล้านบาท ซึ่งเกินเงินสำรองที่ในธุรกิจที่หมุนเวียนแค่ระดับ 2,000 ล้านบาท จึงเป็นโอกาสที่ดีให้กับกิจการ เพราะขณะนี้ STEC ถือว่ามีความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน
ภาคภูมิ กล่าวว่า ข้อดีของการมีเงินสดในมือจำนวนมาก บริษัทยังใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงเรื่องต้นทุนและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างโดยเฉพาะราคาเหล็กที่ถือว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์และมีผลต่อต้นทุนและกำไรในการรับงาน ซึ่งทุกครั้งที่บริษัทได้รับงานมาก็จะมีการซื้อเหล็กล่วงหน้าด้วยการจ่ายเงินล่วงหน้าจองสินค้าไว้ก่อน ทำให้บริษัทซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลงได้อีก รวมถึงการนำเงินไปลงทุนด้วย ซึ่งทุกวันนี้บริษัทยังมีรายได้จากดอกเบี้ยรับเข้ามาด้วย ต่างจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างอื่นที่มีดอกเบี้ยจ่ายด้านเดียว
ความเสี่ยงปี ’56
สำหรับความเสี่ยงของการทำธุรกิจในปี 2556 นั้นในส่วนของการเมืองนั้นต้องบอกว่า มีความเสี่ยงลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต ขณะนี้ต้องถือว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพ ได้ผ่านพ้นการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาแล้ว เหลือเพียงการผลักดันนโยบายการลงทุนให้ได้ตามนโยบายที่ให้ไว้ เช่น การลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลสามารถดันออกมาให้ได้ในระดับ 1.1 ล้านล้านบาทก็ถือว่า ดีแล้ว และผลจากการลงทุนอย่างชัดเจนของภาครัฐ ก็จะทำให้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีอัตราการเติบโตที่ดี ถือเป็นยุคทองของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องตามการลงทุนของรัฐ
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องราคาวัสดุก่อสร้าง ซึ่งไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะเรื่องนี้ยังต้องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายนอกทั้งจีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุม แต่เราก็โชคดีหน่อยที่รับงานภาครัฐเยอะ จึงมีการชดเชยในเรื่องของค่าเคเข้ามาสนับสนุน นอกเหนือจากการที่บริษัทบริหารจัดการเองด้วยการซื้อเงินสด
สิ่งที่สำคัญสุดคือความเสี่ยงในเรื่องของแรงงานที่ขาดแคลน ซึ่งธุรกิจรับเหมาก่อสร้างต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมากนั้นอาจเกิดภาวะขาดแคลนได้ แต่บริษัทได้ประเมินเรื่องเหล่านี้ไว้อยู่แล้ว จึงได้มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมแรงงาน รวมถึงการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้ในงานก่อสร้าง และเริ่มเห็นผลชัดเจน จากการที่บริษัทนำเครื่องจักรมาใช้ในการผู้มัดเหล็กเส้นในการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งปกติจะใช้คนงานประมาณ 67 คน แต่เมื่อนำเครื่องจักรมาใช้ก็จะลดการใช้คนงานเหลือเพียง 12 คนเท่านั้น ซึ่งถือว่าเห็นผลมากและบริษัทก็ยังมีแผนในการลงทุนประมาณ 12% ของรายได้ในการสั่งซื้อเครื่องจักรเข้ามาใช้ในการก่อสร้างเพื่อลดปัญหาแรงงาน
พร้อมรับมือ เออีซี
ภาคภูมิ กล่าวว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 บริษัทมองว่าจะสนับสนุนให้งานก่อสร้างมีเพิ่มมากขึ้น และบริษัทก็มีความพร้อมในการรับมือ เพราะขณะนี้ได้เริ่มมีการฝึกพนักงานในเรื่องของภาษา และส่งพนักงานไปเรียนรู้ในต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศยุโรปตะวันออก เพราะเชื่อว่าน่าจะได้รับประโยชน์เนื่องจากเทคโนโลยีต่างๆ น่าจะเกินหน้าบ้านเราประมาณ 10 ปี จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
นอกจากนี้ STEC ยังเป็นบริษัทที่วิศวกรต่างประเทศจะเลือกเข้ามาทำงาน และเชื่อว่าจะไม่เจอปัญหาวิศวกรไหลออก เพราะที่ผ่านมานโยบายของบริษัทนั้นจะเป็นระบบพี่สอนน้องและทุกคนจะอยู่กับบริษัทในระยะเวลาที่ยาวนาน
“ผมทำงานกับ STEC มากว่า 27 ปี แล้วจึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารในปัจจุบัน และด้วยระบบที่เรามีอยู่จึงเชื่อว่า จะไม่มีปัญหาและบริษัทเองก็น่าจะได้รับประโยชน์จากเออีซีด้วย”
ภาคภูมิได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า อนาคต STEC จะยังคงเติบโตอย่างมั่นคง ส่วนผลงานในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ท้าทายในการที่จะบริหารให้กิจการเดินไปตามเป้าหมายและแผนที่วางไว้ แต่หากเปรียบเทียบจากราคาหุ้นของบริษัทนับจากเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งขณะนั้นราคาหุ้น STEC อยู่ที่กว่า 19 บาท แต่เมื่อผ่านมาระยะกว่า 1 เดือน ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมายืนเหนือ 25 บาท ซึ่งถ้าหากวัดความสำเร็จจากราคาหุ้นก็ถือว่าสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว







