
สหรัฐแจกข่าวดีเศรษฐกิจทำบาทแข็ง-ทองแพง-หุ้นขึ้น
ผลจากการยืดการเจรจาตัดลดงบประมาณของสหรัฐอเมริกา และขึ้นภาษีคนรวย ที่รัฐสภาสหรัฐผ่านความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ยืดเวลาออกไปอีก 2 เดือนนั้น นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าจะเห็นเงินทุนไหลเข้าไทยต่อเนื่องรับข่าวดีสหรัฐ ตลาดหุ้น ทองคำ และค่าเงินบาทวิ่งฉิว สิ้นปีอาจเห็นบาทแตะ 29 บาท/เหรียญสหรัฐ
ผลจากการยืดการเจรจาตัดลดงบประมาณของสหรัฐอเมริกา และขึ้นภาษีคนรวย ที่รัฐสภาสหรัฐผ่านความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ยืดเวลาออกไปอีก 2 เดือนนั้น นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าจะเห็นเงินทุนไหลเข้าไทยต่อเนื่องรับข่าวดีสหรัฐ ตลาดหุ้น ทองคำ และค่าเงินบาทวิ่งฉิว สิ้นปีอาจเห็นบาทแตะ 29 บาท/เหรียญสหรัฐ
เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า เป็นทิศทางที่ดีหลังสหรัฐสามารถร่างกฎหมายเลี่ยงวิกฤตหน้าผาการคลัง (ฟิสคัล คลิฟ) ได้สำเร็จ แต่เป็นเพียงขั้นแรก ยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากกลางเดือน ก.พ. จะมีการเจรจาปรับเพิ่มหนี้สาธารณะ และการตัดงบประมาณรายจ่าย ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถของรัฐบาลสหรัฐที่กระทบถึงตลาดเงินและตลาดทุน อาจมีผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐบ้าง จะเป็นตัวสะท้อนมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐในระยะยาว
เบญจรงค์ กล่าวว่า ผลระยะสั้นที่จะเกิด คือ ความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุน แต่แน่นอนแล้วว่าสหรัฐจะไม่เผชิญเศรษฐกิจหดตัวจากกฎหมายดังกล่าว แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐจะดีขึ้น ตลาดหุ้นไทย ทองคำ จึงขยับขึ้นรับข่าว และยังมีจังหวะที่เงินจะไหลเข้าไทยได้อีก เพียงแต่เป็นการไหลเข้าในอัตราชะลอลง
ทั้งนี้ สาเหตุที่มีมุมมองต่อเงินทุนไหลเข้านั้น เพราะการอัดฉีดสภาพคล่อง (คิวอี) เข้าสู่ระบบ ทำให้มีปริมาณเงินจำนวนมาก ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นอยู่ระหว่างพิจารณาอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเช่นกัน ซึ่งจะยิ่งเป็นแรงผลักให้สภาพคล่องในระบบมีมากขึ้น
“สภาพคล่องที่มีอยู่จำนวนมาก และตลาดเริ่มรับรู้ข่าวดี นักลงทุนก็จะเริ่มเข้าซื้อสินทรัพย์ เชื่อว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีก แต่คงไม่ถึง 30 บาท/เหรียญสหรัฐ น่าจะเห็นแข็งค่าที่สุดปีนี้ 30.20 บาท/เหรียญสหรัฐ เพราะที่ผ่านมาคิวอี 1 และคิวอี 2 ทำให้เงินไหลเข้ามาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว” เบญจรงค์ กล่าว
ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เมื่อนักลงทุนเริ่มมีความสบายใจ ก็ทำให้ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ เริ่มขยับขึ้น ค่าเงินในภูมิภาคก็แข็งค่าขึ้นจากการลงทุนที่นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวก
เชาว์ กล่าวว่า เชื่อว่าถึงสิ้นปีนี้ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 29 บาท/เหรียญสหรัฐ และยังเห็นเงินไหลเข้า เพราะสภาพคล่องในระบบยังมีอยู่มาก ทั้งคิวอี 3 และญี่ปุ่นที่น่าจะอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเช่นกัน เมื่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น ไม่มีอุปสรรคใดต้องกังวล ก็ยิ่งทำให้เงินแข็งค่า
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวว่า ราคาทองคำได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นรับข่าวสหรัฐผ่านร่างกฎหมายแก้หน้าผาการคลัง ทำให้เชื่อว่าในช่วง 2 เดือนจากนี้ จะมีโอกาสเห็นราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 1,800 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ จากปัจจุบันราคาทองคำเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,684 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า แม้ราคาทองคำในตลาดโลกได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นรับข่าวสหรัฐ แต่ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำในประเทศ คือ ค่าเงินบาท หากเงินบาทแข็งค่า ราคาทองคำในประเทศก็ปรับตัวไม่มาก แต่ราคาจะมีความผันผวน โดยปิดสิ้นปี 2555 จนถึงขณะนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไป 0.12 บาท
ฉะนั้น หากต้องการลงทุนระยะสั้นก็ต้องหาจังหวะที่เหมาะสม แต่หากต้องการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว ซื้อทองคำตอนนี้ไว้อยู่ในมุมดี เพราะราคาทองคำถือว่าไม่สูง และในช่วง 2 สัปดาห์ก่อน ราคาทองคำก็ปรับลดตลอด ซื้อช่วงนี้จึงเหมือนได้ซื้อของลดราคา
นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า ปีนี้เชื่อว่าการลงทุนในทองคำจะดี มีโอกาสที่ทองคำในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% ในขณะที่ปีก่อนให้ผลตอบแทนเพียง 2% แต่เหตุผลที่ยังมีมุมมองที่ดีต่อราคาทองคำ เพราะราคาทองคำได้ปรับฐานไปแล้วตั้งแต่ปีก่อน ขณะที่ปีนี้ยังได้ปัจจัยหนุนจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ (คิวอี 3) ที่ทำให้เงินในระบบยังมีอยู่มาก ต้องมีบางส่วนมาลงทุนในทองคำ
“เชื่อว่าจากนี้ราคาทองคำจะปรับขึ้นอีก ไม่น่าเกิน 6 เดือน จะเห็นราคาทองคำในตลาดโลกปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1,920 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์” นพ.กฤชรัตน์ กล่าว
ทางด้านบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าผ่านร่างกฎหมายเลี่ยงหน้าผาการคลังยกแรก...หนุนการฟื้นตัวของการส่งออกไทย
ตลาดการเงินโลกรับข่าวดีหลังปีใหม่ที่กฎหมายแก้หน้าผาการคลังสหรัฐฯ (Fiscal Cliff) ผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส โดยวุฒิสภา (คะแนนเสียง 89:8) และสภาผู้แทนราษฎร (คะแนนเสียง 257:167) ได้ลงมติรับร่างกฎหมายเลี่ยง Fiscal Cliff ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ซึ่งทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2556 ไม่ประสบกับสถานการณ์พลิกผันจากแรงฉุดครั้งใหญ่ทางด้านการคลัง อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นการคลังอื่นๆ ที่ทำเนียบขาวและสภาคองเกรส จะต้องหาข้อสรุปร่วมกันให้ได้ภายในช่วง 2 เดือนข้างหน้า
ง ร่างกฎหมายเลี่ยง Fiscal Cliff ที่ผ่านการพิจารณาจากสภาคองเกรส ทำให้มุมมองที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2556 ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ร้อยละ 1.9 (กรอบประมาณการร้อยละ 1.42.4) โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ขั้นตอนการลงมติต่อร่างกฎหมายดังกล่าวจะเลยเส้นตายสิ้นปี 2555 มาแล้ว แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็ไม่น่าจะตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายจากการตกหน้าผาการคลัง เพราะสภาคองเกรสสามารถระบุให้กฎหมายแก้ Fiscal Cliff นี้ มีผลย้อนหลังถึงวันที่ 1 ม.ค. 2556 ได้
ทั้งนี้ เป็นที่คาดการณ์ว่า สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ จะครอบคลุมประเด็นทางด้านภาษีเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีการปรับให้มาตรการปรับลดอัตราภาษีที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2544 เป็นมาตรการถาวร โดยจะครอบคลุมบุคคลธรรมดาหรือครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 400,000 ดอลลาร์ฯ หรือ 450,000 ดอลลาร์ฯ ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่ บุคคลธรรมดา/ครัวเรือนที่มีรายได้สูงกว่าระดับดังกล่าว จะต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 39.6 จากร้อยละ 35.0 และประชาชนกลุ่มนี้จะถูกเก็บภาษีกำไรจากการซื้อขายหุ้น/สินทรัพย์ Capital Gain Tax และเงินปันผล เพิ่มขึ้นมาที่ร้อยละ 20 (จากร้อยละ 15) นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าว ยังน่าจะมีการขยายเวลาสิทธิประโยชน์ด้านการประกันการว่างงาน และการลดหย่อนภาษีสำหรับในส่วนอื่นๆ อาทิ บุตรและการศึกษา ออกไปด้วยเช่นกัน
ง ร่างกฎหมายแก้ฟิสคัล คลิฟ ยังไม่ใช่คำตอบที่ครบถ้วนสำหรับโจทย์ทางด้านการคลังของสหรัฐ เนื่องจากทำเนียบขาวและสภาคองเกรส ยังคงต้องกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาใน 2 เรื่องใหญ่ ในช่วงประมาณ 2 เดือนข้างหน้า ได้แก่
การตัดลดงบประมาณรายจ่ายโดยอัตโนมัติ วงเงิน 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะต้องเริ่มขึ้นตั้งแต่ในปี 2556 นี้ โดยร่างกฎหมายแก้ฟิสคัล คลิฟ ที่ผ่านสภาคองเกรสในช่วงหลังปีใหม่นี้ ได้เลื่อนเวลาการตัดงบรายจ่ายของรัฐโดยอัตโนมัติออกไปเป็นเวลา 2 เดือนเท่านั้น
การปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะขึ้นจาก 16.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจจะชนเพดานไปแล้วตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 2555 แต่กระทรวงการคลังสหรัฐยังสามารถประวิงเวลาด้วยเครื่องมือชะลอ/ ระงับรายจ่ายเข้าบางกองทุน เพื่อเลี่ยงไม่ให้สหรัฐต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์สุ่มเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะกระทบกระเทือนอันดับเครดิตของประเทศ แต่กระนั้นเครื่องมือนี้อาจต่อเวลาสำหรับการบริหารจัดการหนี้ได้เพียงชั่วคราวประมาณ 2 เดือนเท่านั้น แต่ก็เป็นสัญญาณในเชิงบวกสำหรับการแก้โจทย์ทางด้านการคลังอื่นๆ โดยเฉพาะการเจรจาตัดลดงบรายจ่ายของรัฐโดยอัตโนมัติและการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะที่รออยู่ในช่วงประมาณ 2 เดือนข้างหน้า โดยความเป็นไปได้ของสถานการณ์พลิกผันของแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2556 ที่ลดระดับลงไปอย่างมีนัยสำคัญนี้ ย่อมช่วยลดทอนความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยให้น้อยลงตามไปด้วย







