
กกพ.ขึ้นค่าเอฟทีงวดใหม่4.04 สต.
กกพ. อนุมัติขึ้นค่าเอฟทีงวดเดือนม.ค.-เม.ย. นี้ 4.04 สตางค์ต่อหน่วย ให้กฟผ.แบกภาระ 5,100 ล้านบาท
กกพ. อนุมัติขึ้นค่าเอฟทีงวดเดือนม.ค.-เม.ย. นี้ 4.04 สตางค์ต่อหน่วย ให้กฟผ.แบกภาระ 5,100 ล้านบาท
นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) เปิดเผยภายหลังการประชุมพิจารณาการประมาณการค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรโดยอัตโนมัติ (เอฟที) สำหรับเรียกเก็บในบิลค่าไฟประชาชนรอบเดือนม.ค. – เม.ย. 2556 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับขึ้นค่าเอฟทีงวดนี้ 4.04 สตางค์ต่อหน่วย มีผลให้ค่าเอฟทีรวมที่จะจัดเก็บเพิ่มจาก 48 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 52.04 สตางค์ต่อหน่วย และเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานจะทำให้ค่าไฟที่เรียกเก็บกับประชาชนอยู่ที่ 3.76 บาทต่อหน่วย จากเดิม 3.72 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้ การปรับข้นค่าเอฟทีในงวดนี้ เนื่องจากต้องการลดภาระให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพราะที่ผ่านมากฟผ.ได้ช่วยตรึงค่าไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบให้กับประชาชนมาแล้วตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมในปี 2554 สะสมมาเกือบ 10,000 ล้านบาท ที่ประชุมจึงให้ทยอยปรับขึ้นค่าเอฟที เพื่อลดภาระดังกล่าว โดยตามจริงค่าเอฟทีจะต้องปรับขึ้น 13.57 สตางค์ต่อหน่วย แต่เพื่อบรรเทาผลกระทบให้ประชาชนจึงทยอยปรับขึ้น
นอกจากนี้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นยังเกิดจากประเทศพม่าจะหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติชั่วคราวในช่วงเดือนก.พ.และเดือนเม.ย. 2556 ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าต้องใช้น้ำมันทดแทนก๊าซฯบางส่วน ทำให้ต้นทุนขยับสูงขึ้น ประกอบกับราคาก๊าซธรรมชาติที่ทรงตัวระดับสูง
ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงเมื่อพิจารณาจากราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการผลิตไฟฟ้า มีราคาอยู่ที่ระดับ 307-317 บาทต่อล้านบีทียู ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากงวดที่ผ่านมาที่มีราคาอยู่ที่ 308-324 บาทต่อล้านบีทียู ค่าเงินบาทยังทรงตัวอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับงวดที่ผ่านมาที่ระดับ 30.82 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ดังนั้นปัจจัยหลักของการปรับขึ้นค่าเอฟทีในครั้งนี้คือต้องการลดภาระให้กฟผ.
“ถ้าปรับขึ้นงวดเดียวเลย 13.57 สตางค์ต่อหน่วย จะใช้หนี้กฟผ.ได้หมด แต่ที่ประชุมเห็นว่าน่าจะนำมาเฉลี่ยเพื่อลดผลกระทบประชาชนจึงพิจารณาที่จะตรึงค่าไฟไม่ให้สูงแทน งวดนี้ก็เท่ากับกฟผ.ยังคงแบกรับภาระต่ออีกแต่ลดลงเหลือ 5,131 ล้านบาท หากงวดหน้าค่าเอฟทียังอยู่ในอัตราเดิมไม่เปลี่ยนแปลงสิ้นปีกฟผ.ก็จะได้รับเงินคืนทั้งหมด”นายดิเรก กล่าว
สำหรับค่าเอฟทีในงวดเดือนพ.ค.-ส.ค.2556 หากพิจารณาระดับราคาก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มน่าจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยและค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าในระดับปัจจุบันมีโอกาสที่ค่าเอฟทีงวดหน้าจะไม่เปลี่ยนแปลงสูง และหากทิศทางราคาน้ำมันไม่ได้หวือหวาก็อาจเห็นค่าเอฟทีมีโอกาสตรึงในระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปีก็เป็นไปได้เช่นกัน ซึ่งคงจะต้องติดตามทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกในช่วงต้นปีนี้อีกครั้งเพราะจะมีผลย้อนหลังต่อราคาก๊าซธรรมชาติที่จะนำมาคำนวณค่าไฟอีกทอดหนึ่ง
หลังจากนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจะนำรายละเอียดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเผยแพร่ผ่าน www.erc.or.th เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่ 2-8 ม.ค. 2556 ก่อนที่จะนำผลการรับฟังความเห็นมาพิจารณาและให้การไฟฟ้าประกาศเรียกเก็บค่าไฟสำหรับเรียกเก็บในรอบดังกล่าวอย่างเป็นทางการต่อไป







