
เซียนหุ้นผวากองทุน LTF&RMF ขายหุ้นดิ่งต้นปี-เป้าดัชนี 1,500 จุด
ฮ่า 555 ตลาดหุ้นปีมังกรผ่านไปแล้ว หลายๆ คนที่ลงทุนในตลาดหุ้นแฮปปี้ๆๆ ไปตามๆ กัน จากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมา ปลายปี 2554 ดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์ (SET) ปิด 1,025.32 จุด ขึ้นมาปิดปลายปี 2555 ที่ผ่านมา ทำได้สวยงาม 1,391.93 จุด เพิ่มขึ้น 366.61 จุด หรือเพิ่มขึ้น 35.75% ความมั่งคั่งร่ำรวยของตลาดหุ้น (มาร์เก็ตแคป) ขยับขึ้นจาก 8.4 ล้านล้านบาท ในปลายปี 2554 มาอยู่ที่ 11.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 41%
ฮ่า 555 ตลาดหุ้นปีมังกรผ่านไปแล้ว หลายๆ คนที่ลงทุนในตลาดหุ้นแฮปปี้ๆๆ ไปตามๆ กัน จากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมา ปลายปี 2554 ดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์ (SET) ปิด 1,025.32 จุด ขึ้นมาปิดปลายปี 2555 ที่ผ่านมา ทำได้สวยงาม 1,391.93 จุด เพิ่มขึ้น 366.61 จุด หรือเพิ่มขึ้น 35.75% ความมั่งคั่งร่ำรวยของตลาดหุ้น (มาร์เก็ตแคป) ขยับขึ้นจาก 8.4 ล้านล้านบาท ในปลายปี 2554 มาอยู่ที่ 11.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 41%
ทั้งปีต่างชาติโชว์ยอดซื้อสุทธิ 76,388 ล้านบาท สถาบันขายสุทธิ 24,302 ล้านบาท พอร์ตเทรดโบรกเกอร์ ซื้อสุทธิ 7,256 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อย ขายสุทธิ 2,342 ล้านบาท
ไม่เฉพาะตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นต่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐ หรือตลาดหุ้นสำคัญในเอเชีย ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นไทย แม้ว่าสภาวะวิกฤตหนี้ในยุโรปยังตามหลอกหลอนไม่เลิก หรือหน้าผาการคลัง (Fiscal Cliff) เป็นตัวกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถต้านทานสภาพคล่องที่หลายๆ ประเทศในยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา อัดฉีดเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นเอเชียและไทยได้ส่งอานิสงส์นี้ด้วย
การเมืองไทยปีที่ผ่านมาไม่มีม็อบกีฬาสี ไม่ถึงกับสงบนิ่ง แม้ว่าจะมีม็อบออกมาก่อกวนบ้าง แต่ไม่มีเลือดตกยางออกเหมือน 2 ปีก่อน ดังนั้นความสงบของการเมืองจึงเป็นแรงส่งดัชนีตลาดพุ่งมาแตะ 1,402.86 จุด ปลายปีที่ผ่านมา ส่วนปัญหาสุขภาพก็ไม่มี หุ้นไทยเลยตีส่งท้ายปี หวุดหวิดยืนปิด 1,400 จุดได้ เมื่อตลาดหุ้นปีที่ผ่านมา SET เติบโตได้ถึง 35.75% สร้างฐานปิดไว้ที่ 1,391.93 จุด
สำหรับปีนี้จะแรลลีไปต่อได้หรือไม่ นักลงทุนรายใหญ่ กูรูผู้รอบรู้เรื่องหุ้นมีมุมมองแตกต่างกัน แต่สรุปสุดท้ายทุกคนมองดี มีเป้าหมายเดียวกัน คือ SET ไปได้ 1,500 จุดอย่างต่ำ หรือถ้าทุกอย่างดี มีโอกาสไปเกินจุดสูงสุด เดิม 1,700 จุด เมื่อ 18 ปีก่อน ปัจจัยกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกให้น้ำหนัก “Fiscal Cliff” ของสหรัฐ เป็นตัวชี้นำตลาดหุ้นโลก
“จอร์จ ตัน” : “ผมมั่นใจปีนี้ตลาดขึ้นได้ 20% หรือ 200-300 จุด ถ้าหน้าผาการคลังสหรัฐออกมาน่าพอใจ จะเกิด January Effect สั้นๆ ในต้นปี ปัจจัยปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องที่น่ากลัว และเป็นความเสี่ยงสำหรับประเทศไทยที่สุด”
เอกยุทธ อัญชันบุตร หรือ จอร์จ ตัน นักการเงินและนักลงทุนรายใหญ่ กล่าวว่า ตลาดหุ้นเปิดทำการหลังปีใหม่ 2 ม.ค. 2556 มี January Effect สั้นๆ และติดตามหน้าผาการคลัง (Fiscal Cliff) ของสหรัฐ กรณีที่แก้ไขได้เป็นที่น่าพอใจ ตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นทั่วโลกจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับดัชนี SET ตลอดทั้งปี เอกยุทธ มั่นใจตลาดขึ้นไปได้ 20% จากปีที่ผ่านมา หรือ 200-300 จุด ไปอยู่ที่ระดับ 1,550–1,650 จุด จากปัจจัยหลักปัญหาหนี้ยุโรปต่ำสุดแล้วมีแนวโน้มดีขึ้น ประเทศจีนเปลี่ยนผู้นำ มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ สหรัฐแก้ปัญหาหน้าผาการคลังได้
กรณีแย่สุด การเมืองไม่สงบ ต่างประเทศแย่ ทั้งการแก้ปัญหาวิกฤตการเงินยุโรป หน้าผาการคลังสหรัฐออกมาไม่น่าพอใจ และปัญหาสุขภาพแย่มากๆ ตลาดลงมาได้ถึง 1,100 จุด ไม่น่าหลุดต่ำกว่านี้
“ปัจจัยปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องที่น่ากลัว และเป็นความเสี่ยงสำหรับประเทศไทยที่สุด” เอกยุทธ กล่าว
กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ เอกยุทธ ให้น้ำหนักกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เน้นตัวที่มีข่าวเทกโอเวอร์ คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และราคาขึ้นไม่มากเมื่อเทียบกับธนาคารใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารกรุงเทพ (BBL) กลุ่มค้าปลีก ผลดำเนินงานไตรมาส 4 ดี ตัวที่น่าสนใจ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) เบอร์ลี่ยุคเกอร์ (BJC) ซึ่งกลุ่มค้าปลีกหลังไตรมาส 24 จะได้รับผลกระทบจากรถใหม่ 1 ล้านคัน เริ่มออกมาผ่อนชำระ ทำให้กำลังซื้อหมด สำหรับกลุ่มน้ำมันหรือพลังงาน ไม่ให้น้ำหนักมาก แต่เป็นกลุ่มที่ปลอดภัยทั้งปี ลงมาแรงๆ ให้ซื้อ ส่วนกลุ่มวัสดุก่อสร้างทั้งปีไปได้จากโครงการเมกะโปรเจกต์ ตัวที่น่าสนใจ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)
“ผมให้อัพไซด์กลุ่มแบงก์ 30% จากราคาสิ้นปีที่ผ่านมา กลุ่มยานยนต์และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ เล่นได้สั้นๆ จากยอดขายรถยนต์ 1 ล้านคัน กลุ่มสื่อสารตัวแจมตลอดปี เน้นบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) ส่วนที่ดิน ดูจังหวะช่วงแรงจริงๆ คือช่วงตลาดบูม เป็นสัญญาณฟองสบู่ เลิกเล่น” เอกยุทธ กล่าว
เสี่ยป๋อง : “ผมมองต้นปีตลาดลง ถ้าหน้าผาการคลังสหรัฐไม่ชัดเจน กองทุน LTF RMF มีแรงขายมากต้นปี แต่ทั้งปีผมมองไปได้ 1,500 จุด
เสี่ยป๋อง–วัชระ แก้วสว่าง นักลงทุนรายใหญ่ ปีที่ผ่านมาชนะตลาด กำไรจากตลาดหุ้น 43% เกินเป้าที่ตั้งไว้ 20% ขณะที่ตลาดโตถึง 35.75% ปีนี้ เสี่ยป๋อง มั่นใจทำกำไรได้ผลตอบแทนขั้นต่ำ 20% หากจะดูทั้งปีเชื่อว่า SET ไปได้ไกล 1,500 จุด จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โครงการเมกะโปรเจกต์ การเปลี่ยนผู้นำประเทศจีนคนใหม่ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ เมื่อ 3 ปัจจัยบวกมารวมกัน ตลาดมีโอกาสขึ้นไปได้ 1,500 จุด หรือภายใน 5 ปีจากนี้จะทะลุนิวไฮเดิม 1,700–2,000 จุด
สิ่งที่ เสี่ยป๋อง กังวลเหมือนกับนักลงทุนคนอื่นๆ คือ หน้าผาการคลังของสหรัฐที่ล่าช้าออกไป หรือไม่มีความชัดเจน ทำให้ตลาดหุ้นปรับฐานใหญ่ตั้งแต่เดือน ม.ค.นี้ รวมถึงแรงขายกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ในต้นปี ทำให้ตลาดปรับตัวลง
“ราคาน้ำมันปีนี้ขยับขึ้นดีกว่าปีที่ผ่านมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ และตลาดจะขึ้นได้ด้วยกลุ่มพลังงาน กลุ่มที่ผมสนใจเป็นพิเศษเป็นหุ้นที่มีกิจการแล้วเอาไปเข้ากองทุน หรือนำทรัพย์สินมาออกกองทุนอินฟราสตรักเจอร์ เช่น บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม (TFD) และยูนิเวนเจอร์ (UV) ส่วนรับเหมาก่อสร้างปีนี้ (2556) งบรัฐบาลกระตุ้นโครงการขนาดใหญ่ชัดเจน ส่งผลดีต่อกลุ่มนี้” เสี่ยป๋อง กล่าว
เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก : “ตลาดขึ้นลง ขึ้นกับเงินไหลเข้าออก ปีนี้ถ้าดีๆ เลย 1,700 จุด ถ้าแย่ๆ ตั้งแต่ต้นปี กองทุน LTF ซื้อตอนดัชนี 700 จุด ครบอายุ และกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ ถึงเป้าขาย 1,400 จุด”
เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก นักวิชาการอิสระ มีมุมมองตลาดหุ้นปีนี้ขึ้นลง ขึ้นอยู่กับเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าและออก ซึ่งดูได้จากหน้าผาการคลังสหรัฐ อัตราแลกเปลี่ยน และกองทุน LTF ที่มีต้นทุนซื้อหุ้นแถวดัชนี 700 จุด ครบอายุ 5 ปี ต้นปีนี้ขายหุ้นออกได้ และกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ถึงเป้า 1,400 จุด ขาย
“ปี 2556 นี้ ถ้าดีๆ เลย 1,700 จุด ถ้าแย่ๆ ตั้งแต่ต้นปี ไม่ดีก็ 1,000 จุด จากแรงขายกองทุน LTF ครบอายุ และทริกเกอร์ฟันด์ถึงเป้าขาย 1,400 จุด ซึ่งปีนี้ไม่ได้เป็นปีที่ผันผวน ผมมองภาพรวมจากเงินทุนที่ไหลเข้าและออก (Fund Flow) ที่แต่ละประเทศอัดฉีดเงิน เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป ฉะนั้นปีนี้ผมไม่เล่นพื้นฐาน แต่เล่นที่การขับเคลื่อนของฟันด์โฟลว์ ปัจจัยที่ต้องระวังพิเศษ ผมจึงให้น้ำหนักที่ฟันด์โฟลว์”
กวี ชูกิจเกษม กูรูตลาดหุ้น : “ตลาดปี 2556 ไม่มีอะไรน่าวิตก มองดัชนี 1,500 จุด ไม่น่ายาก ตรงที่กำไร บจ.ปีนี้คาดโตได้ 13% ฉะนั้นการโตของดัชนี 10% เป็นการล้อไปตามการเพิ่มขึ้นของกำไร
กวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กูรูตลาดหุ้นไทย ให้ความมั่นใจกับตลาดหุ้นปีนี้ ดัชนี 1,500 จุด หรือโต 10% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ยากที่จะไปถึงจุดนั้น เป็นการล้อไปตามการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ปีนี้คาดว่าจะโต 13% จากปีก่อน
ประเด็นที่จับตามองการขึ้นของตลาด มีเหตุผลจาก 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยต่างประเทศและในประเทศ ปัจจัยต่างประเทศโฟกัสไปที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เริ่มจากสหรัฐส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น วิกฤตการเงินยูโรโซนเข้าสู่จุดต่ำสุดแต่ยังไม่ฟื้นตัว ไม่กดดันเศรษฐกิจโลก ประเทศจีนมีมาตรการกระตุ้นเศรฐกิจหลังจากได้ผู้นำใหม่ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจจีนกลับมาโตดีกว่าปีที่ผ่านมา หรือโตได้ 7.5–8% ปีนี้ เป็นตัวหนุนเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อถ้าสูงมากจะเป็นตัวกดดันตลาด แต่โชคดีที่สหรัฐเจอแหล่งก๊าซธรรมชาติช่วยลดความกดดันเงินเฟ้อ ส่วนดอกเบี้ยยังคงอยู่ระดับต่ำต่อไป เพื่อหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
สำหรับปัจจัยในประเทศ รัฐบาลเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากการเริ่มโปรเจกต์ของรัฐบาลชุดนี้ และเป็นงบประมาณของรัฐบาลเอง ทำให้การดำเนินโครงการทำได้เร็วและแรงขึ้น เช่น โครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์
นอกจากนี้ การกระตุ้นของภาคเอกชนจากการขึ้นค่าจ้าง 300 บาท หรือโครงการรับจำนำข้าว ตลอดจนการลงทุนของเอกชนเริ่มมากขึ้น เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ฉะนั้นเศรษฐกิจไทยจะวิ่งได้ดี แม้ว่าส่งออกจะติดขัดบ้าง แต่ปัจจุบันเอกชนเข้มแข็ง ธนาคารมีเงินทุนเพียงพอ
“ปัจจัยเสี่ยง คือ เงินเฟ้อ ถ้าเศรษฐกิจมาแรง การเก็งกำไรน้ำมัน 130-140 เหรียญสหรัฐ เป็นความเสี่ยง ซึ่งหุ้นพลังงานปีที่ผ่านมา 2555 ให้น้ำหนักต่ำกว่าตลาด แต่ปีนี้ได้อานิสงส์ราคาน้ำมันที่ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว หุ้น ปตท. (PTT) และ ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) จะได้ผลดีจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น” กวี กล่าว
สำหรับหุ้นรับเหมาก่อสร้าง ให้น้ำหนักหุ้น ช.การช่าง (CK) ซึ่งได้ประโยชน์จากโครงการขนาดใหญ่ และการนำหุ้นซีเค เพาเวอร์ เข้าตลาดหุ้น
สวัสดีปีใหม่ 2556 ... ร่ำรวย เฮงๆ กำไรหุ้นงามๆ กันทุกคนตลอดทั้งปี







