posttoday
ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงประกันภัย

ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงประกันภัย

02 มกราคม 2556

ธุรกิจประกันวินาศภัยในปี 2555 เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลพวงมาจากมหาอุทกภัยปลายปี 2554 ที่สร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจไทยเป็นเม็ดเงินร่วม 1.35 ล้านล้านบาท ติดอันดับ 5 ของโลกที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ และบริษัทประกันวินาศภัยจะต้องจ่ายชดเชยค่าสินไหมทดแทนสูงถึง 4.8 แสนล้านบาท ติดอันดับ 9 ของโลก ทำให้บริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศถอยฉากออกจากตลาดประกันภัยไทย ที่ยังอยู่มีการปรับราคาเบี้ยประกันภัยต่อขึ้นร่วม 30%

ธุรกิจประกันวินาศภัยในปี 2555 เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลพวงมาจากมหาอุทกภัยปลายปี 2554 ที่สร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจไทยเป็นเม็ดเงินร่วม 1.35 ล้านล้านบาท ติดอันดับ 5 ของโลกที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ และบริษัทประกันวินาศภัยจะต้องจ่ายชดเชยค่าสินไหมทดแทนสูงถึง 4.8 แสนล้านบาท ติดอันดับ 9 ของโลก ทำให้บริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศถอยฉากออกจากตลาดประกันภัยไทย ที่ยังอยู่มีการปรับราคาเบี้ยประกันภัยต่อขึ้นร่วม 30%

รัฐบาลไทยใช้เวลาแค่ 3 เดือนในการผ่านกฎหมายและจัดตั้ง “กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ” วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เสนอตัวรับประกันภัยน้ำท่วมและภัยพิบัติแก่ประชาชน และผู้ประกอบการให้ได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินและกิจการทันทีในวันที่ 28 มี.ค. 2555 โดยคุ้มครอง 99% อีก 1% ให้บริษัทประกันวินาศภัยรับผิดชอบ ควบคู่กับการทำแผนป้องกันน้ำท่วมตามนิคมอุตสาหกรรมหลักๆ ด้วยการสร้างเขื่อนและแผนการบริหารจัดการน้ำในระยะยาววงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่จะเริ่มดำเนินการไปแล้วบางส่วนต่อเนื่องถึงปี 2556

ทั้งนี้ ให้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ 3 ภัย ได้แก่ น้ำท่วม แผ่นดินไหว และลมพายุ มีรูปแบบกรมธรรม์ประกันภัยเป็นแบบจำกัดความรับผิด (Sub Limit) ที่ให้ความคุ้มครองบ้านอยู่อาศัยในวงเงินไม่เกิน 1 แสนบาท คิดอัตราเบี้ยประกันภัยที่ 0.5% ต่อปี ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม (SME) ทุนประกันไม่เกิน 50 ล้านบาท จำกัดความรับผิดของกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติไม่เกิน 30% ของทุนประกันภัย คิดอัตราเบี้ยประกันภัยที่ 1% ต่อปี และสำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีทุนประกันภัยมากกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งจะจำกัดความรับผิดของกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติไม่เกิน 30% ของทุนประกันภัย โดยคิดอัตราเบี้ยประกันภัยที่ 1.25% ต่อปี

ต่อมาได้ผ่อนปรนให้บริษัทประกันวินาศภัยที่ขายประกันภัยพิบัติได้ต่ำกว่าราคาที่กองทุนฯ ขาย ไม่ต้องส่งเข้ากองทุนฯ และขยายความคุ้มครองเกิน 30% ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทประกันวินาศภัย และขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดเหตุการณ์ที่คณะรัฐมนตรีจะประกาศเป็นเขตภัยพิบัติก็สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ โดยไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหายถึงระดับ 5,000 ล้านบาทต่อเหตุการณ์

สำหรับตัวเลขล่าสุดของผู้ที่ซื้อประกันภัยพิบัติระหว่างเดือน มี.ค.-ต.ค. 2555 มีทั้งสิ้น 3.31 แสนกรมธรรม์ ทุนประกันภัยพิบัติจำนวน 3.72 หมื่นล้านบาท เป็นเบี้ยรับประกันภัยทั้งสิ้น 264 ล้านบาท

ผลการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติและแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ทำให้บริษัทประกันภัยต่อทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ เริ่มกลับเข้ามารับประกันภัยในไทยอีกครั้งพร้อมกับราคาที่ลดลง โดยผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำคาดว่าเบี้ยประกันภัยต่อในปีความคุ้มครอง 2556 จะลดลงได้ 3050%

ขณะที่สินไหมทดแทนจากน้ำท่วมปลายปี 2554 จะต้องจ่ายประมาณ 4.8 แสนล้านบาท ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า มีการจ่ายสินไหมทดแทนในปี 2555 ไปแล้วประมาณ 3 แสนล้านบาท ฉุดเงินกองทุนฯ และกำไรของบริษัทประกันภัยไทยและสาขาต่างประเทศในไทยลดลงอย่างฮวบฮาบ โดยสาขาบริษัทประกันภัย 5 แห่ง ในไทยประสบผลขาดทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์เป็นครั้งแรก ขาดทุนสุทธิ 1.08 แสนล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5,175.70 ล้านบาท

ด้านบริษัทประกันภัยไทย 55 บริษัท ยังมีกำไรสุทธิรวมกันทั้งสิ้น 3,173.60 ล้านบาท ซึ่งลดลง 78.40% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1.46 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรที่ได้จากการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 36% มาปิดวันสุดท้ายของปี 2555 ที่ 1,391.93 จุด

ทำให้บริษัทประกันภัยไทยและบริษัทร่วมทุนกับต่างชาติต้องเพิ่มทุน เพื่อรักษาระดับเงินกองทุนให้เป็นไปตามกฎหมายที่ คปภ. กำหนดไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 125% ซึ่งผู้ถือหุ้นชาวไทยไม่มีกำลังพอที่จะเพิ่มเงินทุนก้อนใหม่ คปภ.จึงต้องมีการผ่อนปรนสัดส่วนการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติเป็น 99% โดยเป็นอำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้สิทธิต่างชาติถือหุ้นใหญ่ได้ 10 ปี แล้วหลังจากนั้นให้ทยอยลดลงเหลือ 25% โดยมีบริษัท แอกซ่าประกันภัย บริษัท โตเกียวมารีนประกันภัย และบริษัท สมโพธิ์ เจแปน ประกันภัยที่ต่างชาติถือหุ้นใหญ่ 99% จากการเพิ่มทุนในปีนี้

ขณะที่ คปภ.มีอำนาจอนุญาตให้บุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยถือหุ้นได้ถึง 49% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และให้มีกรรมการที่เป็นบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทยได้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง

สำหรับกฎหมายที่มีการปรับเปลี่ยนและได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย และพระราชบัญญัติประกันชีวิต แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมประกันภัยในระยะยาว คุ้มครองผู้เอาประกันภัยและเจ้าหนี้ ซึ่งมีสิทธิได้รับการชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัยได้ทันท่วงที ที่บริษัทประกันภัยถูกเพิกถอนใบอนุญาตหรือคำสั่งปิดกิจการ โดยกองทุนประกันวินาศภัยและกองทุนประกันชีวิต สามารถนำหลักทรัพย์และเงินสำรองที่วางไว้กับสำนักงาน คปภ. มาชำระหนี้ได้ทันที ซึ่งจากเดิมผู้เอาประกันภัยต้องรอจนกว่าคดีล้มละลายจะสิ้นสุด

ทั้งนี้ บริษัทที่อยู่ระหว่างการแก้ไขฐานะการเงินและ คปภ.ต้องตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะดำเนินการอย่างไรในปี 2556 คือ บริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต หากไม่มีนักลงทุนมาซื้อไปและต้องถูกปิดกิจการ กองทุนประกันชีวิตก็สามารถที่จะนำเงินมาชำระหนี้ให้กับผู้ถือกรมธรรม์ได้ทันที

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท