posttoday
ความเสี่ยงการเมืองไทย

ความเสี่ยงการเมืองไทย

30 มีนาคม 2553

 

.....นคร สังขรัตน์

ปัญหาการเมืองที่คุกรุ่นอยู่ในปัจจุบันได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า ธนาคารได้ประมาณการจีดีพีไว้ที่ 34% โดยได้รวมปัจจัยความไม่สงบทางการเมืองรวมถึงปัญหามาบตาพุดไว้แล้ว ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินว่าความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในปัจจุบัน จะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศระยะสั้น เฉพาะเรื่องของการจับจ่ายใช้สอย และการท่องเที่ยวมีรายได้ลดลงเท่านั้นจึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากหากให้การเมืองมาฉุดรั้งปัจจัยบวกทางเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวแล้วทั้งการส่งออก การลงทุนภาครัฐ โครงการไทยเข้มแข็ง รวมไปถึงการบริโภคภายในประเทศ

แต่เหตุใดเมื่อเครื่องจักรเศรษฐกิจทั้ง 4 เครื่องยนต์ติดเครื่องเดินหน้าแล้วทั้งการใช้จ่ายภาครัฐ การใช้จ่าย อุปโภคและบริโภคของเอกชน การลงทุน และการส่งออก แต่เครื่องบินเศรษฐกิจไทยกลับไม่สามารถ Take off ได้ มันเกิดอะไรกันแน่กับเสถียรภาพการเมืองไทยและระบบการเมืองไทย ทำไมถึงเป็นตัวฉุดรั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องร่วม 56 ปีมาแล้ว

วันนี้ผมจะลองพยายามหาคำตอบด้วยโมเดลที่กูรูทางเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลในปี 2544 ได้คิดขึ้นครับ

ศ.จอร์จ เอ. อเคอรีลอฟ แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่เบิร์กเลย์ ศ.เอ. ไมเคิล สเปนส์ แห่งมหาวิทยาลัย สแตนด์ฟอร์ด และ ศ.โจเซฟ อี สติกลิตซ์ แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ร่วมกันรับรางวัลโนเบล ด้วยผลงานร่วมกันว่าตลาดสินค้าบริการ ตลาดเงิน และตลาดทุนนั้นเกิดขึ้นจากการที่ผู้คนที่มีส่วนร่วมในตลาดต่างๆ เหล่านั้นมีความรู้และข้อมูลที่แตกต่างกัน ทำให้พฤติกรรมทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน หรือเกิดสภาวะ “ความไม่สมบูรณ์ของสารสนเทศ” เกี่ยวกับการทำงานของตลาด

โดยปกติตลาดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งสองฝ่าย คือผู้ซื้อและผู้ขายต้องมีข้อมูลข่าวสารเท่าเทียมกัน แต่สภาวะความไม่สมบูรณ์ของสารสนเทศไม่เป็นเช่นนั้น โดยได้ยกตัวอย่างคลาสสิคเกี่ยวกับตลาดรถยนต์มือสองว่า เจ้าของรถมีข้อมูลดีว่ารถเป็น lemon (คุณภาพไม่ดี) หรือ cherry (คุณภาพดี) แต่ผู้ซื้อไม่มีข้อมูลตรงนี้ แล้วถ้าขายที่ราคาตลาดรถ lemon จะได้กำไรมากกว่า ก็ผู้ขายก็จะยิ่งเอามาขาย แต่รถ cherry ซึ่งได้กำไรน้อยกว่า เพราะของดีย่อมมีต้นทุนสูง ก็จะไม่มีใครเอามาขาย ทำให้ในที่สุดตลาดก็จะเต็มไปด้วยรถห่วยหรือรถคุณภาพไม่ดี เกิดปัญหาที่เรียกว่า Adverse Selection หรือ การเลือกในทิศทางที่แย่ จากการซ่อนเร้นข้อมูลและความไม่สมบูรณ์ของสารสนเทศ ซึ่งถ้าเปรียบให้ระบบการเมืองเสมือนเป็นตลาดกลางสินค้าเชิงนโยบายที่ทุกพรรคการเมืองจะนำสินค้าคือนโยบายและนักการเมืองเองมาประมูลแข่งขันกันในตลาด แต่กลับเกิดภาวะความไม่สมบูรณ์ของสารสนเทศดังกล่าว โดยนักการเมืองและพรรคการเมืองมีสารสนเทศสมบูรณ์กว่าประชาชนแทบจะทุกด้าน ส่วนหนึ่งอาจเพราะการศึกษาของไทยยังขาดความเท่าเทียมและทั่วถึงเป็นลักษณะเช่นเดียวกับที่เกิดในตลาดรถยนต์มือสอง เรียกว่าในยุคหนึ่งถึงกับมีการประยุกต์ใช้หลักการตลาดมาวิเคราะห์พฤติกรรมประชาชนกันเลยว่านโยบายแบบไหนโดนใจตลาดมากที่สุด แต่ผู้ซื้อคือประชาชนกลับไม่มีข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับพรรคการเมืองและนักการเมืองเลย

อาจเพราะ การศึกษาของไทยยังขาดความเท่าเทียมและความทั่วถึง ทำให้ประชาชนขาดโอกาสในการพัฒนาตัวเองเพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกต่างๆ และข้อมูลที่ซ่อนเร้นต่างๆ และยังขาดทักษะการใช้เหตุผลทำให้หลงคำชวนเชื่อได้ง่าย ไม่เห็นโทษของนักการเมืองทุจริต กลับมีค่านิยมว่าคนจะโกงก็ไม่เป็นไรขอให้ยื่นมือมาช่วยตัวเองบ้างก็เป็นใช้ได้ แล้วประชาชนผู้ขายเสียงตาดำๆ ก็ไม่เข้าใจว่านักการเมืองเลวเวลามาจ่ายเงินค่าซื้อเสียงแค่รายละ 500 หรือ 1,000 หรือ 2,000 บาท มันเทียบกับไม่ได้เลยกับความเสียหายที่เขาจะเข้าไปถอนทุนคืนผ่านการออกอภิมหาโปรเจ็คมูลค่านับพันล้านหมื่นล้านบาท และยักย้ายถ่ายเทผูกปมสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนยิ่งกว่าภาพยนต์เชอร์ร็อคโฮม ชาวบ้านตาดำๆ ไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าการตัดสินครั้งนั้นได้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นสองประการ คือ หนึ่ง เป็นการให้ท้ายนักการเมืองเลว สอง เป็นการบั่นทอนกำลังใจนักการเมืองดี เปรียบเหมือนการขายของในตลาด ถ้าคู่แข่งขันนำสินค้าเลวๆ มาขาย แต่ยังขายได้ แล้วผู้ขายดีๆ ที่ไหนจะกล้าเอาของดีมาขาย ในเมื่อขายของเลวกลับขายได้ดีกว่า มิหนำซ้ำ ยังเกิดวงจรอุบาทว์ (Vicious cycle) คือ เมื่อประชาชนถูกซื้อเสียง สนับสนุนนักการเมืองเลว นักการเมืองเลวก็จะไล่นักการเมืองดีออกจากระบบ ในที่สุดนักการเมืองเลวจะพากันคอรัปชั่น ปิดหูปิดตาประชาชน สร้างนโยบายประชานิยมที่ไม่ยั่งยืนแค่เพียงหาหนทางให้ประชาชนเสพติดนโยบายของตัวเองอยู่ร่ำไป แล้วประเทศไทยก็ไม่ต้องพัฒนาไปไหนกันอีกเลยครับ ถ้าถึงวันนั้นขึ้นมาจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงคู่แข่งทางเศรษฐกิจอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย หรือแม้แต่เวียดนามเลยครับ ผมก็กลัวเหลือเกินว่าคู่แข่งของเราเมื่อถึงตอนนั้นจะกลายเป็นพม่า กัมพูชา และลาว ไปเสียแล้วครับ

ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องทำให้เกิดสภาวะความสมบูรณ์ของสารสนเทศคือในระยะสั้นต้องปฏิรูปการเมือง ส่งเสริมให้มีการแข่งขันทางการเมืองมากขึ้น เพราะจะช่วยให้สังคมการเมืองสามารถผลิตบริการความสุขให้ประชาชนด้วยต้นทุนต่ำและมีคุณภาพ และเกิดธรรมาภิบาล ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดี สังคมมีสันติสุข และในระยะยาวจะต้องปฏิรูประบบการศึกษาให้มีคุณภาพที่สุด กระจายให้มีความทั่วถึงและเท่าเทียมกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยยกระดับทั้งความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ทักษะในการใช้เหตุผล และช่วยสร้างคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชนให้สูงขึ้นนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท