posttoday
"SNC หวังเป็นซุปเปอร์สโตร์ของเออีซี"

"SNC หวังเป็นซุปเปอร์สโตร์ของเออีซี"

01 มกราคม 2556

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

อีก 3 ปี ประเทศไทยก็จะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว เรียกได้ว่าทุกภาคส่วน ทั้งราชการ เอกชน และประชาชน ต่างก็อยู่ในห้วงเวลาของการเตรียมและปรับตัวให้ตัวเองสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ว่ากันว่าถ้าใครไม่คิดขยับเยื้อนก่อน ถึงเวลาเพื่อนสมาชิกในอีก 9 ประเทศ ก็จะบังคับให้เปลี่ยนแปลงอยู่ดี ถึงตอนนั้นอาจไม่ทันต่อสภาวะการแข่งขัน และอาจทำให้เราหลุดกรอบจากสิ่งที่ควรเป็น

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) ผู้ผลิตและรับจ้างผลิตประกอบชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นอีกหนึ่งบริษัทของภาคเอกชนที่ใช้เวลา 2 ปี (2555-2556) ในการลงทุนเกือบ 1,200 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 600 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานใหม่ ขยายกำลังการผลิตด้านต่างๆ และที่สำคัญคือการหาพันธมิตร โดยพยายามใช้กลยุทธ์ดึงลูกค้าที่ค้าขายร่วมกันมานานเข้ามาเป็นพันธมิตร ทั้งนี้ มีเป้าหมายที่ต้องการให้ SNC เป็นเสมือนซูเปอร์สโตร์ขนาดใหญ่ที่มีสินค้าหลายหลายไว้ให้ลูกค้าในเออีซีได้คอยเลือกสรร หรือเรียกได้ว่า หากนึกถึง SNC เพียงแห่งเดียว ลูกค้าก็สามารถหาสินค้าทุกอย่างได้ในบริษัทนี้ (One Stop Service)

“สามิตต์ ผลิตกรรม” กรรมการผู้จัดการ SNC ได้เล่าให้ฟังว่า บริษัทมองตลาดเออีซีเป็นโอกาสในการทำธุรกิจ เพราะมั่นใจว่าไทยจะเป็นศูนย์การการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในสมาชิกทั้ง 10 ประเทศนี้ และคาดว่าความต้องการใช้สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์จะต้องมีเพิ่มขึ้นในอนาคตจากการเปิดเออีซี และ SNC ต้องทำตัวให้พร้อมรองรับความต้องการใช้สินค้าทั้งสองประเภทที่มากขึ้นให้ได้ ซึ่งอาจเป็นเรื่องโชคดีที่ไทยอยู่ในพื้นที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิม แต่สิ่งที่ SNC ต้องเร่งทำการบ้าน คือ การเร่งหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาเสริมทำให้ตัวเองเหมือนซูเปอร์สโตร์ขนาดใหญ่ ที่หากลูกค้านึกถึง SNC ก็สามารถเลือกสินค้าที่หลากหลายได้จากบริษัท

แนวทางที่ “สมชัย ไทยสงวนวรกุล” ประธานกรรมการบริหารให้ไว้ บริษัทต้องเพิ่มผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจใหม่ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี นั่นคือ การเน้นผลิตงานต้นน้ำ เพราะจะมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี โดยบริษัทตั้งเป้าว่าปี 2556 จะมีสัดส่วนสินค้าที่เป็นต้นน้ำถึง 65-70% โดยงานต้นน้ำประเภทรถยนต์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 14% จากปี 2554 อยู่ที่ 8% และงานต้นน้ำประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็น 45% เทียบกับปี 2554 ที่ 33% ขณะที่การรับงานผลิตสินค้าต้นแบบ (โออีเอ็ม) เหลืออยู่ที่ 30-35%

อย่างไรก็ดี ปี 2555 บริษัทได้ใช้เงินลงทุนขยายงานด้านต่างๆ ทั้งหมด 560 ล้านบาท ตั้งแต่ซื้อเครื่องจักรขยายกำลังการผลิตในสินค้าเก่า สร้างโรงงานใหม่ของลูกค้าที่เพิ่มกำลังการผลิต และที่สำคัญสร้างโรงงานเพื่อรองรับสายการผลิตและผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต ซึ่งในส่วนนี้จะเริ่มออกดอกและผลกับบริษัทตั้งแต่เดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และบริษัทจะรับรู้รายได้เต็มปี 2556 นี้

ขณะที่ปี 2556 บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ 600 ล้านบาท ไว้รองรับการลงทุนสายการผลิตในสินค้าใหม่เข้ามา ซึ่งตั้งเป้าจะทำให้การผลิตงานต้นน้ำปีนี้เติบโตขึ้นอีก 20% โดยภายในไตรมาสแรกนี้บริษัทจะมีการเซ็นสัญญากับพันธมิตรญี่ปุ่น เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสายการผลิตทำให้ SNC ผลิตสินค้าใหม่ 2 รายการ ที่ครอบคลุมทั้งในงานชิ้นส่วนรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ความร่วมมือดังกล่าวบริษัทจะตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาและ SNC เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด 100% โดยจะเข้าไปซื้อลิขสิทธิ์เทคโนโลยีจากพันธมิตรญี่ปุ่น ซึ่งตอนนี้มีการเจรจาเรื่องค่าลิขสิทธิ์แล้วเรียบร้อย ทั้งนี้ คาดว่า 2 ผลิตภัณฑ์นี้จะสร้างรายได้ให้บริษัทปีละ 500 ล้านบาท แต่จะรับรู้ภายในปี 2556 เพียง 250 ล้านบาทเท่านั้น

“แนวทางที่บริษัทพยายามทำเพื่อให้มีผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งชิ้นส่วนรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า คือการดึงลูกค้าที่ทำการค้ามาร่วมกัน 20 ปี มาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เพราะเห็นถึงความไว้เนื้อเชื่อใจและความซื่อสัตย์ โดยพันธมิตรญี่ปุ่นที่จะเซ็นสัญญากันในไตรมาสแรกเป็นการเชิญประธานของบริษัทลูกค้าเข้ามาร่วมทำงาน และหากอนาคตบริษัทหาพันธมิตรหรือสินค้าใหม่ได้ก็สามารถเพิ่มสายการผลิตที่ 23 ได้ เพราะโรงงานแห่งใหม่ได้สร้างไปแล้วเมื่อ 2555 ขณะที่พันธมิตรเกาหลีและไต้หวันที่เคยเจรจากันก็ยังไม่ได้ข้อสรุป” สามิตต์ เล่า

สำหรับแหล่งเงินที่ใช้ในการลงทุนส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทก่อน ซึ่งแต่ละปีมีกระแสเงินสดปีละ 700-800 ล้านบาทต่อปี ส่วนปี 2556 งบลงทุนก็จะใช้กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทก่อน ซึ่งอาจจะมีบางส่วนที่จะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีการเจรจาไว้บ้างแล้ว ปัจจุบันมีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ที่ 0.95 เท่า

นอกจากบริษัทเน้นเพิ่มศักยภาพการผลิต หาสินค้าที่มีหลากหลายมากขึ้นแล้ว ยังให้ความสำคัญในการเร่งพัฒนาเรื่องบุคลากร ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้เซ็นสัญญาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) ที่ตั้งเป้าหมายสร้างพนักงานระดับจบ ปวส. ให้ศึกษาต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่บางมด ปีละไม่ต่ำกว่า 50 คน โดยตั้งใจว่าจะฝึกและสร้างบุคลากรเหล่านี้ให้ได้ 150200 คน เพื่อจะสร้างให้เป็น “มินิ เอ็มดี” ของบริษัท ตามแผนหาบุคลากรเพื่อสร้างผู้บริหารระดับกลาง เพราะบริษัทจะมีการทำงานจะเป็นแบบบิซิเนส ยูนิต ที่จะมีกรรมการผู้จัดการ (เอ็มดี) แต่ละหน่วยงานคอยรับผิดชอบ

จากแผนงานทั้งหมดนี้ เป้าหมายบริษัทตั้งเป้าว่าทุกปีว่าจะต้องเพิ่มอัตรากำไรสุทธิอย่างน้อยปีละ 1% พอถึงปี 2558 จะเริ่มเห็นตัวเลขที่ 10% จากปัจจุบันอยู่ที่ 7% เนื่องจากมีนโยบายสินค้าใหม่ที่หาเพิ่มขึ้นจะต้องมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีอย่างเช่น เทคโนโลยีของลูกค้าที่จะเซ็นสัญญาในไตรมาสแรก มีอัตรากำไรขั้นต้นถึง 25% ซึ่งสูงกว่าอัตรากำไรขั้นต้นที่ปกติอยู่ที่ 11%

สำหรับเป้าหมายปี 2556 คาดว่าจะมีกำไรเติบโต 15-20% จากปีนี้ ขณะที่รายได้จะเติบโตเพียง 10% ส่วนที่มองกำไรสุทธิจะมีการเติบโตมากกว่ารายได้ เพราะบริษัทมีสัดส่วนสินค้าที่เป็นต้นน้ำซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีกว่ามากกว่างานด้านโออีเอ็ม

ขณะที่มองว่าปัจจัยเสี่ยงปีหน้ายังคงเป็นเรื่องความขัดแย้งทางการมือง แต่คาดว่าบรรยากาศโดยรวมน่าจะดีขึ้น สำหรับมาตรการสนับสนุนพิเศษด้านรถยนต์ อย่างโครงการรถคันแรกก็ต่อเนื่องไปถึงเพียงไตรมาสแรก แต่ไตรมาส 23 จะเริ่มนิ่ง ซึ่งมองว่าการเติบโตยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศจะโตน้อยกว่าปีก่อน แต่จะมีการเติบโตมากขึ้นจากการผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งสถาบันยานยนต์มองว่ายอดเติบโตรถใหม่ปี 2556 จะอยู่ที่ 2.6 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้น 5-10% เทียบกับปีก่อน 2.4 ล้านคัน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ