posttoday
ภารกิจด่วน "สมาคม บล." พัฒนาคน-ขยายฐานนักลงทุน

ภารกิจด่วน "สมาคม บล." พัฒนาคน-ขยายฐานนักลงทุน

01 มกราคม 2556

โดย...อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร

โดย...อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร

ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (สมาคม บล.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์” เพื่อฉายภาพแนวโน้มธุรกิจโบรกเกอร์ในปี 2556 รวมทั้งเปิดแผนพัฒนาธุรกิจหลักทรัพย์ของสมาคม บล. ที่มุ่งเน้นขยายฐานนักลงทุน การให้ความรู้ และเร่งพัฒนาคนในตลาดทุน รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต

“ปี 2555 เป็นปีที่ดีของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ เพราะถึงแม้จะมีการเปิดเสรีค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชัน) แต่อุตสาหกรรมยังเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ถูกกระทบเหมือนการเปิดเสรีครั้งก่อน ท่ามกลางค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชัน) ที่ลดลง แต่โบรกเกอร์ก็แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีการแข่งขันกันในด้านการให้บริการที่ดีขึ้น มีการออกสินค้าใหม่ๆ ให้ลูกค้าได้เลือกลงทุน มีการให้คำแนะนำที่ทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น”

ปีดังกล่าวจึงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ ที่เริ่มหันกลับมาจากการแข่งขันเรื่องโปรโมชัน มาสู่เรื่องของพื้นฐาน คือ การให้คำแนะนำที่ดี ทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ในด้านผลการดำเนินงาน คาดว่า บล.ทั้งอุตสาหกรรมจะมีกำไรรวมประมาณ 6,500 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2554 ที่เติบโตขึ้นเล็กน้อยประมาณ 510% โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ บล.มีกำลังในการขยายธุรกิจได้ต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันเป็นช่วงที่ บล.ต้องลงทุนสูงมาก โดยในปี 2555 ทั้งอุตสาหกรรมต้องลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยีและระบบซื้อขายสูงถึง 200 ล้านบาท ในปี 2556 ก็ยังต้องลงทุนอีกไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนในระบบปฏิบัติการส่วนหน้าและหลัง รวมถึงระบบอนุพันธ์

ภัทธีรา กล่าวว่า โบรกเกอร์ต้องระมัดระวังในเรื่องของรายได้และกำไร เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะไม่มีศักยภาพในการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันโบรกเกอร์มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) ต่ำมาก เฉลี่ยไม่ถึง 10% ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอต่อการลงทุน ซึ่งโดยปกติโบรกเกอร์ควรมีอาร์โออีอยู่ที่ประมาณ 15% จึงจะสามารถอยู่ได้อย่างมั่นคงและมีเงินทุนเพียงพอที่จะขยายธุรกิจ

“บางคนอาจมองว่าทั้งอุตสาหกรรมทำกำไรได้ปีละ 6,500 ล้านบาท แต่ลงทุนแค่ 200 ล้านบาท ถือว่าไม่มาก แต่อยากให้ดูด้วยว่าโบรกเกอร์จำเป็นต้องมีเงินทุนหมุนเวียนในการทำระบบชำระราคาและส่งมอบ รวมทั้งยังต้องลงทุนในเรื่องพัฒนาบุคลากรและด้านการตลาด ซึ่งการมีอาร์โออีแค่ 10% อาจไม่เพียงพอ โดยสาเหตุที่อาร์โออีของโบรกเกอร์ไทยต่ำ เป็นเพราะตลาดรวมยังโตไม่เต็มที่ และยังพึ่งพิงรายได้จากคอมมิชชันถึง 80%”

ขณะที่คอมมิชชันเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอยู่ที่เพียง 0.16% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน และยังมีแนวโน้มลดลงได้อีก เพราะนักลงทุนต่างชาติหันไปส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นผ่านระบบ Direct Market Access (DMA) หรือซื้อขายโดยตรงกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งเสียคอมมิชชันน้อยกว่า ขณะเดียวกันจำนวนนักลงทุนที่หันมาซื้อขายหุ้นออนไลน์ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยบางวันมูลค่าการซื้อขายจากอินเทอร์เน็ตสูงถึง 50% ของมูลค่าซื้อขายรวม

สำหรับแนวโน้มธุรกิจโบรกเกอร์ในปี 2556 คาดว่าจะเป็นอีกปีที่มีความคึกคัก เนื่องจากในปี 2555 ที่ผ่านมา ไม่ได้มีปัจจัยอะไรหนุนตลาดเป็นพิเศษ และไม่มีอะไรแย่เป็นพิเศษ ทำให้การทำธุรกิจในปี 2556 อยู่ในสภาพแวดล้อมปกติ ไม่ผันผวนมาก และหวังว่าในปี 2556 จะเป็นอีกปีที่อุตสาหกรรมหลักทรัพย์จะเติบโตต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องโตแบบก้าวกระโดด แต่ให้เติบโตแบบสม่ำเสมอ

“ปี 2556 อยากเห็นมูลค่าการซื้อขายในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 3.5 หมื่นล้านบาท จากปีนี้ที่เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท ส่วนดัชนีหุ้นไทยก็อยากให้เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่คาดว่าจะโต 12-15% โดยหากดัชนีเพิ่มขึ้นในระดับดังกล่าวจะทำให้ตลาดหุ้นไทยมีอัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) เพียง 13 เท่า ซึ่งยังถือว่าน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดเพื่อนบ้าน”

ภัทธีรา กล่าวต่อว่า กระแสควบรวมกิจการในธุรกิจหลักทรัพย์ ได้ลดความรุนแรงลงไปแล้ว เนื่องจากภาวะตลาดที่กลับมาคึกคักทำให้โบรกเกอร์ทุกแห่งสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ขณะเดียวกันมองว่าโบรกเกอร์ในประเทศไทยมีจำนวนไม่มาก ไม่จำเป็นต้องแข่งขันหรือควบรวมกันจนทำให้ตลาดเล็กลง แต่ควรเปลี่ยนมาช่วยกันพัฒนาตลาดให้ใหญ่ขึ้น เพราะเมื่อตลาดใหญ่ขึ้นทุกคนก็จะอยู่ได้

“ในภาวะตลาดแบบนี้แม้จะเป็น บล.ขนาดเล็กก็สามารถทำกำไรได้ เพียงแต่ต้องวางจุดยืนของตัวเองให้ชัด จัดสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม และอย่าไปใช้วิธีลดค่าคอมมิชชัน เพราะการแข่งลดค่าคอมมิชชันในภาวะตลาดแบบนี้เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์นักลงทุนได้ เพราะนักลงทุนไม่ได้ต้องการคอมมิชชันถูก แต่ทำอย่างไรให้มีกำไรจากการลงทุนมากกว่า”

ถึงแม้ภาพรวมของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์จะสดใส ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในโลก แต่ ภัทธีรา มองว่า ตลาดทุนไทยยังมีปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไข โดยเฉพาะจำนวนนักลงทุนที่ไม่ได้เติบโตขึ้นตามตลาด โดยปัจจุบันยังทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 4.8 แสนรายเท่านั้น ขณะที่ประชาชนยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนค่อนข้างน้อย ถือเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข

ในปี 2556 สมาคมและ ตลท.จะร่วมกันผลักดัน 4 โครงการใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ประกอบด้วย

โครงการแรก โครงการนำการลงทุนสู่ภูมิภาค เพื่อขยายฐานนักลงทุนในต่างจังหวัดให้มากขึ้น โดยจะมีการตั้งศูนย์การเรียนรู้เรื่องการลงทุนใน 7 จังหวัด คือ จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และ จ.สงขลา ซึ่งภายในศูนย์การเรียนรู้จะมีการจัดกิจกรรมของโบรกเกอร์และตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ประชาชนและบุคลากรตลาดทุนในต่างจังหวัดได้เข้าอบรมและสอบใบอนุญาตต่างๆ

ขณะที่บริษัทนอกตลาดก็สามารถเข้ามาหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนได้ รวมทั้งจะมีการตั้งชมรมผู้แนะนำการลงทุนในแต่ละภูมิภาค เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจากส่วนกลางไปสู่ต่างจังหวัด โดยโครงการดังกล่าวจะช่วยปลุกกระแสให้คนต่างจังหวัดสนใจลงทุนมากขึ้น ซึ่งสมาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง ต่างจากในอดีตที่โครงการขาดความต่อเนื่อง

โครงการที่ 2 โครงการผลิตผู้แนะนำลูกค้าให้ บล. (Introducing Agent) ซึ่งเป็นโครงการที่คิดมาตั้งแต่ปี 2555 แต่จะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมตั้งแต่เดือน ม.ค.ปีหน้าเป็นต้นไป โดย Introducing Agent คือผู้ที่สามารถแนะนำลูกค้าให้กับโบรกเกอร์ได้ ซึ่งในอดีตอนุญาตให้ทำเฉพาะสถาบันการเงิน แต่จากนี้ไปจะขยายวงลงมาถึงบุคคลธรรมดาทั่วไป โดยผู้สนใจจะต้องเข้ามาอบรมกับสมาคมก่อน เพื่อให้รู้ว่ากระบวนการแนะนำลูกค้า การประเมินความเสี่ยงหรือรู้จักลูกค้า (Know your Client) เป็นอย่างไร หลังจากนั้นต้องเข้ามาสอบเพื่อให้ได้ประกาศนียบัตรจากสมาคม

“ค่าตอบแทนของผู้แนะนำลูกค้าจะได้เท่ากับสถาบันการเงิน คือ ในปีแรกจะได้ 10% ของค่าคอมมิชชันที่โบรกเกอร์ได้รับจากลูกค้าที่แนะนำมา หลังจากนั้นจะลดลงเรื่อยๆ ตามสัดส่วนขั้นบันได”

โครงการที่ 3 โครงการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในอุตสาหกรรม เพื่อให้มีความพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมของตลาดทุนที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งสามารถให้บริการนักลงทุนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมหลักทรัพย์มีบุคลากรทั้งหมด 1.2 หมื่นคน แบ่งเป็นผู้แนะนำการลงทุน 7,500 คน โดยสมาคมจะเปิดโอกาสให้บุคลากรได้อบรมและสอบใบอนุญาตในแต่ละประเภท เพื่อยกระดับตัวเองให้สูงขึ้น มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น ขณะเดียวกันจะทำให้เกณฑ์การวัดผลและพิจารณาเลื่อนตำแหน่งของทั้งอุตสาหกรรมมีความชัดเจนมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มจำนวนผู้แนะนำการลงทุนที่มีความสามารถในการบริหารจัดการพอร์ตลงทุน หรือบริหารความมั่งคั่งให้กับลูกค้า เพราะปัจจุบันบุคลากรดังกล่าวยังขาดแคลน ซึ่งสวนทางกับลูกค้าที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โครงการที่ 4 โครงการโปรโมตหุ้นขนาดกลาง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้มีผู้ทำบทวิเคราะห์ในหุ้นขนาดกลาง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น โดยจะมุ่งเน้นไปที่หุ้นในอันดับ 101150 เพราะเป็นหุ้นที่มีบทวิเคราะห์น้อย ซึ่งหากได้รับความสนใจก็อาจจะขยายจำนวนหุ้นที่ทำบทวิเคราะห์ให้มากขึ้นในอนาคต โดยสมาคมอยู่ระหว่างศึกษาว่ารูปแบบจะเป็นอย่างไร และจะให้ใครเป็นผู้ทำบทวิเคราะห์ ซึ่งเบื้องต้นมีแนวคิดว่าจะให้บริษัทวิจัยที่ไม่ใช่บริษัทหลักทรัพย์เข้ามาทำบทวิเคราะห์แทน เช่น บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ บริษัท ทริส เรทติ้ง เป็นต้น

“การทำบทวิเคราะห์หุ้นขนาดกลางจะเน้นเชิงลึก ไม่ใช่แค่ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป และผู้ทำอาจจะมีมากกว่าหนึ่งบริษัท เพราะอยากให้มีความหลากหลายในข้อมูล ขณะที่ข้อมูลที่ส่งต่อให้โบรกเกอร์อาจไม่ระบุคำแนะนำการลงทุน โดยเป็นข้อมูลที่โบรกเกอร์ต้องนำไปวิเคราะห์อีกครั้งเพื่อสรุปออกมาเป็นคำแนะนำการลงทุนของตัวเอง ซึ่งจะทำให้มีคำแนะนำการลงทุนที่หลากหลาย โดยอยากให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการแบกรับค่าใช้จ่าย ทั้งตลาดหลักทรัพย์ โบรกเกอร์ และบริษัทจดทะเบียน”

ภัทธีรา กล่าวว่า หลังจากทั้ง 4 โครงการ ดำเนินการไปแล้วระยะหนึ่ง สมาคมจะกลับมาวัดผลว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ฐานนักลงทุนเพิ่มขึ้นหรือไม่ จำนวนบัญชีที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอเพิ่มขึ้นหรือไม่ จำนวนคนเพียงพอรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมหรือไม่ เพื่อให้มีฐานข้อมูลในการปรับปรุงโครงการและพัฒนาอุตสาหกรรมต่อไป

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน