posttoday
ได้เวลาแบงก์ไทยขยับรับเออีซี

ได้เวลาแบงก์ไทยขยับรับเออีซี

01 มกราคม 2556

อีกหนึ่งเรื่องที่จะมีผลต่อการแปลงโฉมของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยในปีหน้า คงหนีไม่พ้นเรื่องฮอตยอดฮิตอย่างการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ แน่นอนว่าการเปิดเสรีการค้าและบริการย่อมนำมาซึ่งโอกาสและความเสี่ยง

อีกหนึ่งเรื่องที่จะมีผลต่อการแปลงโฉมของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยในปีหน้า คงหนีไม่พ้นเรื่องฮอตยอดฮิตอย่างการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ แน่นอนว่าการเปิดเสรีการค้าและบริการย่อมนำมาซึ่งโอกาสและความเสี่ยง

ดังนั้น ภาพของวงการแบงก์ในปีงูเล็กจึงน่าจะเป็นปีแห่งการขยับมองหาโอกาสในต่างประเทศ สำหรับธนาคารที่มีฐานแน่นปึ้กในประเทศแล้ว ขณะเดียวกันก็ถือเป็นปีที่ต้องเร่งสร้างรากฐานในประเทศให้มั่นคงรอรับการแข่งขันที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตสำหรับธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก

เห็นได้จากการตบเท้าเข้าไปเปิดสำนักงานตัวแทนในพม่าของ 3 แบงก์ใหญ่ในช่วงสิ้นปี 2555 ต่อเนื่องปี 2556 ไล่เรียงตั้งแต่ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทย สำหรับพี่ใหญ่อย่างธนาคารกรุงเทพ แม้ว่าเปิดสำนักงานตัวแทนมาแล้วกว่า 18 ปี แต่ในรอบปีที่ผ่านมา ก็ได้เริ่มเข้าไปมีบทบาททางธุรกิจมากขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ แบงก์ดอกบัวยังประกาศแผนว่าในช่วง 12 ปีข้างหน้า ธนาคารจะเปิดสาขา ในเมืองเมดาน ประเทศอินโดนีเซีย เพิ่มเติมเป็นแห่งที่ 3 ในอินโดนีเซีย เพิ่มเติมจากสุราบายาและจาการ์ตา เพื่อรองรับลูกค้าของธนาคาร จึงเตรียมขยายธุรกิจไปยังประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนแห่งนี้

“ตอนนี้เราโฟกัสที่อาเซียนมากพอควร ซึ่งยังไม่ใช่เวลาที่จะเจาะเข้าไปซื้อคนอื่น แต่ไม่ใช่เราจะไม่ทำ เพียงแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะคิดเรื่องนั้น” โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าว

ด้านธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งมีอัตราเติบโตค่อนข้างรวดเร็วในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา ก็ได้มีการประกาศวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่การเป็นธนาคารระดับภูมิภาค (Regional Bank) เช่นกัน

วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร เปิดเผยว่า ธนาคารอยู่ระหว่างมองหาโอกาสขยายตัวเองตลอดเวลาเพื่อต่อยอดเครือข่ายในอาเซียนที่ปัจจุบันมีอยู่ในลาว สิงคโปร์ กัมพูชา เวียดนาม และพม่า

วิชิต ยอมรับว่า ธนาคารได้เคยมีการเจรจากับกลุ่มจีอีเพื่อซื้อหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยาจริง แม้ว่าในท้ายที่สุดจะตกลงกันไม่ได้ก็ตาม โดยสะท้อนมุมมองว่าการที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยจะออกสู่ภูมิภาคได้จำเป็นต้องมีขนาดที่ใหญ่และมีงบดุลที่แข็งแกร่งเพียงพอ

วิชิต วิเคราะห์ว่า ภาพการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากการรวมตัวของภูมิภาคอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ดังนั้นทิศทางการทำธุรกิจของธนาคารจะต้องเปลี่ยนไปและมองธุรกิจเป็นภูมิภาคมากขึ้น ต้องสร้างความเชี่ยวชาญให้กับบุคลากรภายใน และจัดโครงสร้างการบริหารงานไว้รองรับ

ธนาคารไทยพาณิชย์มีเป้าหมายจะเป็นธนาคารระดับภูมิภาคในอนาคต โดยรูปแบบการทำธุรกิจที่จะรองรับความเป็นธนาคารภูมิภาค เป็นที่รู้จักของลูกค้าไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใด

ดังนั้น การออกไปปักธงต่างประเทศเป็นเรื่องจำเป็น ธนาคารต้องออกไปลงทุน

“ไทยพาณิชย์ต้องขยายไปปักธงให้คนรู้จัก มากน้อยแล้วแต่สถานการณ์ แต่วันหนึ่งจะเป็นแบงก์ระดับภูมิภาค” วิชิต ชี้แจงทิศทาง

วิชิต วิเคราะห์ว่า ไม่นานจากนี้ไปเอสเอ็มอีขนาดใหญ่ในภูมิภาคจะเข้ามาลงทุนในไทย ภาคการเงินจึงต้องเตรียมตัวและต้องหาบุคลากรที่มีความเข้าใจวัฒนธรรม มีความสามารถในภาษาของแต่ละประเทศ เพราะสิ่งที่ขาดอยู่คือความรู้ท้องถิ่นที่จะช่วยให้ลูกค้าตามออกไปลงทุนด้วย

ปัจจัยความพร้อมในการออกไปลงทุนในภูมิภาคของธนาคารพาณิชย์ไทย คือเรื่องเทคโนโลยีและฐานเงินทุนที่มีความพร้อม

โดยขณะนี้เงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ไทยถือว่าแข็งแกร่งกว่าสถาบันการเงินในยุโรปหรือสหรัฐ แต่การเข้าไปแข่งในภูมิภาคอาเซียนขึ้นอยู่กับบทบาทที่วางแผนไว้ หากต้องการเข้าไปชนกับธนาคารท้องถิ่น อาจต้องใช้ฐานทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะถ้าเป็นสถาบันการเงินที่มีความก้าวหน้าและผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาได้อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์

ขณะที่ธนาคารกสิกรไทย ภายใต้การกำกับงานของ “บัณฑูร ล่ำซำ” ยังคงยึดโมเดลการขยายออกสู่ภูมิภาคเพื่อเป็น “เอเชียนแบงก์” ผ่านเครือข่ายพันธมิตร โดยในปี 2556 ธนาคารมีแผนขยายความร่วมมือกับธนาคารพันธมิตรในอาเซียนเพิ่มเติมอีก 3 ประเทศ นอกเหนือจากจีน ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน

ขณะเดียวกันยังเข้าไปเปิดสำนักงานตัวแทนในพม่าและอินโดนีเซีย เพื่อทำให้ธนาคารมีเครือข่ายพันธมิตรครอบคลุมในกลุ่มเออีซีทุกประเทศ

ในระยะที่ผ่านมากสิกรไทยเน้นหนักในการทำธุรกิจกับจีน เช่นจับมือกับไชนา หมินเซิง แบงก์กิง คอร์ปอเรชัน ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของจีน ลงขันกันแห่งละ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อปล่อยกู้ให้กับลูกค้าเอสเอ็มอีในจีน

ลงนามร่วมกับธนาคารพันธมิตรจีน 19 แห่ง เพื่อให้บริการแฟกตอริงระหว่างไทยและจีนที่ใหญ่ที่สุดเป็นครั้งแรกของสถาบันการเงินไทย เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ขาดเงินทุนหมุนเวียน โดยนำเอกสารซื้อขายสินค้ามาแลกเป็นเงินสด และช่วยบริหารความเสี่ยงคู่ค้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อน

บัณฑูร ประเมินว่า จีนถือเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง และเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทย มูลค่าการค้าสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท หากเจาะตลาดได้ธุรกิจก็แข็งแกร่ง

สำหรับธนาคารกึ่งรัฐกึ่งเอกชนอย่างกรุงไทย ก็ได้มีการประกาศแผนธุรกิจในต่างประเทศ ผ่าน วรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่เช่นกัน โดยระบุว่า ธนาคารมีแผนขยายฐานลูกค้าผ่านอินโดจีนและการค้าชายแดนที่ธนาคารมีการตั้งสาขาไว้แล้ว พร้อมมีการเปิดสำนักงานตัวแทนในพม่าอย่างเป็นการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วรภัค บอกว่า สำนักงานตัวแทนของธนาคาร จะเป็นช่องทางการ ทำตลาดและติดต่อกับกลุ่มธุรกิจในพม่าและขยายฐานลูกค้าพม่าให้มากขึ้น

การรุกตลาดพม่า ธนาคารจะเน้นการเติบโตจากการค้าชายแดน เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นที่เข้ามาลงทุนในพม่า ขณะเดียวกันจะเน้นการขยายธุรกิจตามห่วงโซ่การผลิต

ปัจจุบันการค้าชายแดนไทยกับพม่าคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 19.2% ของมูลค่าการค้าชายแดนรวมของไทย เป็นอันดับ 2 รองจากการค้าชายแดนไทยมาเลเซีย

ขณะนี้ทางการพม่าเปิดให้ธนาคารต่างประเทศเข้ามาเปิดสำนักงานตัวแทนเท่านั้น จังหวะต่อไปจึงจะเปิดให้มีการร่วมทุนกับธนาคารในท้องถิ่น ซึ่งธนาคารก็คุยๆ อยู่บ้าง เพราะจากนี้ไป 510 ปีจะเห็น การลงทุนในพม่าขนานใหญ่และหนักมาก” วรภัค กล่าว

กรุงไทยได้ดำเนินกลยุทธ์ในธุรกิจต่างประเทศ โดยเน้นการขยายเครือข่ายตามการขยายธุรกิจการค้าการลงทุนของลูกค้า

ปัจจุบันมีเครือข่ายต่างประเทศ 9 แห่ง ได้แก่ สาขาคุนหมิง สาขาเคย์แมน สาขาเวียงจันทน์ สาขาพนมเปญ สาขามุมไบ สาขาลอสแองเจลิส สาขาสิงคโปร์และย่างกุ้ง ในปีหน้าจะเปิดอีกสาขาที่โฮจิมินห์ เวียดนาม

นอกจากขยายเครือข่ายแล้ว กรุงไทยยังร่วมมือกับธนาคารพันธมิตรในประเทศต่างๆในแถบอาเซียนให้ครบทุกประเทศอีกด้วย เพื่อรองรับการค้าการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กในรอบปีที่ผ่านมาได้มีการเสริมเขี้ยวเล็บกันไปพอหอมปากหอมคอ เช่น ธนาคารเกียรตินาคินที่ควบรวมกับ บล.ภัทร สถาปนาตัวเองเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ซึ่งการผนวกธุรกิจด้านวาณิชธนกิจเข้ามาจะช่วยให้เกียรตินาคินทำธุรกิจได้ครบสูตรมากขึ้น

ธนาคารอื่นๆ เช่น ธนชาต ทิสโก้ ที่ทำธุรกิจเช่าซื้อเป็นหลักต่างก็ได้รับอานิสงส์จากนโยบายรถคันแรกเข้ามาเสริมรากฐานให้แข็งแกร่ง โดยมีการประเมินว่าธุรกิจการเงินไทยที่มีโอกาสจะออกสู่ต่างประเทศได้เป็นอันดับแรก คือ ธุรกิจเช่าซื้อ

ปีงูเล็กบุคลิกของแบงก์พาณิชย์ไทยไม่ว่าจะใหญ่ กลาง เล็ก จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น คือ เตรียมพร้อมโกอินเตอร์

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี