
เซอร์ไพรส์แห่งปี
1.คลังทำหนังสือท้วงจำนำข้าว โครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินไปร่วม 3.17 แสนล้านบาทเศษ ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าจะสร้างหนี้ก้อนโตให้กับประเทศ เกิดความเสียหายเป็นแสนล้านบาท มีการทุจริตคอร์รัปชันจำนวนมาก ทำลายระบบการตลาดการค้าข้าวของไทย และทำให้ข้าวไทยไม่มีคุณภาพ
1.คลังทำหนังสือท้วงจำนำข้าว โครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินไปร่วม 3.17 แสนล้านบาทเศษ ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าจะสร้างหนี้ก้อนโตให้กับประเทศ เกิดความเสียหายเป็นแสนล้านบาท มีการทุจริตคอร์รัปชันจำนวนมาก ทำลายระบบการตลาดการค้าข้าวของไทย และทำให้ข้าวไทยไม่มีคุณภาพ
แม้ว่ารัฐบาลออกมาแก้ต่างทุกข้อกล่าวหาโดยตลอด แต่สุดท้ายก็หนีความจริงไม่พ้น เมื่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำหนังสือรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เป็นห่วงโครงการรับจำนำข้าว เพราะเงินที่ใช้จำนำข้าวและสินค้าเกษตรในรอบแรก ปีการผลิต 2554/2555 ใช้เงินถึง 4.08 แสนล้านบาท เป็นวงเงินที่สูงและเป็นภาระต่อเนื่องต่องบประมาณ และการรับจำนำข้าวรอบใหม่ต้องใช้เงินอีก 4.05 แสนล้านบาท
กระทรวงการคลัง หากยังไม่มีการระบายผลผลิตโครงการรับจำนำผลิตผลทางเกษตรดังกล่าว จะส่งผลต่อความสามารถของกระทรวงการคลังในการค้ำประกันเงินกู้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกรอบใหม่ และหากการระบายข้าวช้าถึง 3 ปี จะทำให้มีภาระการบริหารปรับโครงสร้างหนี้เฉลี่ยปีละ 2.44 แสนล้านบาท กระทบสภาพคล่องในตลาด ทำให้ต้นทุนการกู้เงินสูง
การรับจำนำข้าวรอบใหม่กระทรวงการคลังเห็นควรจัดสรรเงินกู้ให้ไม่เกิน 1.5 แสนล้านบาทเท่านั้น โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินกู้และดอกเบี้ย รัฐบาลรับภาระชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยจากเงินกู้ และค่าใช้จ่ายต่างๆ วงเงินส่วนที่เหลือเห็นควรให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระดมเงินจากตลาดและเงินฝาก หากไม่พอให้กระทรวงการคลังจัดหาเงินกู้ให้ แต่ไม่ค้ำประกัน
หนังสือคัดค้านการรับจำนำข้าวจึงสร้างความประหลาดใจให้หลายฝ่ายอย่างมาก ที่อยู่ดีๆ รัฐบาลก็กลืนน้ำลายตัวเองยอมรับว่าโครงการรับจำนำมีปัญหาอย่างที่หลายฝ่ายออกมาท้วงติง
2.‘ดร.โกร่ง’ เปลี่ยนไป ตะลึงกันไปทั้งวงการ เมื่อ “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) คนที่รัฐบาลต้องการผลักดันออกมาเป็นยันต์กันผี ออกอาการไม่ปลื้มโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เพราะห่วงว่าโครงการจำนำข้าวอาจจะเป็นโครงการที่สร้างความเสียหายให้ประเทศได้มากที่สุด เพราะเป็นโครงการที่ใช้เงินจำนวนมาก และรัฐบาลจะไม่สามารถควบคุมการทุจริตในหลายขั้นตอนของการรับจำนำได้
อีกทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ การรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาด มันจึงไม่ใช่การจำนำ เพราะไม่มีชาวนามาไถ่ข้าวคืน
และถล่มว่า สินค้าเกษตรที่ส่งออกทุกชนิดของไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก เมื่อสินค้าชนิดใดขาดตลาด ประเทศคู่แข่งก็มีของมาทดแทนกันได้ ราคาสินค้าเกษตรทุกตัวจึงถูกกำหนดโดยตลาดโลก ดังนั้นแนวคิดของรัฐบาลที่จะกักตุนข้าวเพื่อเก็งกำไรจึงไม่สามารถทำได้
การออกมาวิจารณ์ข้อผิดพลาดนโยบายชิ้นโบแดงของ วีรพงษ์ ซึ่งมีฐานะเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี จึงฮือฮาอย่างยิ่ง แต่รัฐบาลก็ยังเดินหน้าต่อไป
เท่านั้นยังไม่พอ “ดร.โกร่ง” ยังช็อกวงการเงินด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมและความเห็นที่มีต่อการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากเดิมที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาชนิดยืนคนละฝั่งกันมาตลอด
เมื่อต้องเข้ามานั่งเป็นประธานคณะกรรมการ ธปท.ไม่นานนัก กลายเป็นว่า ดร.โกร่ง เข้าอกเข้าใจการทำงานของ ธปท.แบบผิดคาด ชี้แจงเหตุผลกับรัฐบาลแทน ธปท.เป็นว่าเล่น หลายเรื่องที่รัฐบาลมีแนวคิดจะทำหรือกดดันให้ ธปท.ทำ แต่ขัดหลักการทำงานของ ธปท. ดร.โกร่ง ก็ออกโรงชี้แจงแทน ธปท.ด้วยซ้ำไป
“ดร.โกร่ง” จึงทำเซอร์ไพรส์มิใช่น้อย
3.รื้อโครงสร้างภาษีชุดใหญ่ การเก็บภาษีดารานักแสดงเป็นเรื่องฮือฮาขึ้นมา เมื่อดาราสาว “พลอย” เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ นักแสดงชื่อดัง มีปัญหากับผู้ว่าจ้างเรื่องการจ่ายเงินค่าตัวและการหักจ่ายภาษีที่ไม่ถูกต้อง
ทางผู้จ้างดาราสาวพลอยออกมาแฉว่า พลอยให้มีการจ่ายเงินค่าตัวในชื่อบุคคลอื่นเพื่อเลี่ยงการจ่ายภาษีเงินได้ ทำให้เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาในสังคมทันที เพราะกรมสรรพากรได้เข้าตรวจสอบการเสียภาษีของสาวพลอยและดาราคนอื่นๆ ทั้งหมดทันที
กรมสรรพากรถึงกับมีการตั้งหน่วยงานติดตามธุรกิจนอกระบบ วิเคราะห์ข้อมูลการเสียภาษีของดารา หากพบไม่ถูกต้องให้ไล่เก็บภาษีทันที
หน่วยปฏิบัติเมื่อได้รับข้อมูลการวิเคราะห์แล้ว ก็ต้องตรวจสอบข้อมูลตามสัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับนักแสดงว่ามีการรับจ่ายจริงครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ถูกต้องก็ให้ดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป รวมทั้งให้ตรวจสอบสำนักงานทนายความหรือสำนักงานบัญชีที่รับทำบัญชีให้ดารานักแสดงด้วยว่ามีส่วนร่วมในการทำความผิดหรือไม่
สุดท้ายดาราพลอยก็ต้องจ่ายค่าปรับไปบานตะไท
นอกจากภาษีดาราแล้ว การแยกยื่นภาษีสามีภรรยาที่เป็นประเด็นเรียกร้องกันมานานก็เป็นจริง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาให้กรมสรรพากรดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2556 เพราะการให้สามีภรรยายื่นภาษีรวมกันเป็นความไม่เสมอภาค ขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้ชายหญิงไม่นิยมสมรสกัน เพราะต้องแบกรับภาระอัตราภาษีที่สูงขึ้น บางรายถึงขั้นต้องจดทะเบียนหย่ากัน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องนำเงินได้ของภรรยามารวมยื่นภาษี
เมื่อสามีและภรรยาแยกยื่นภาษีแล้ว จะส่งผลให้สิทธิต่างๆ ของความเป็นบุคคลจากเดิมที่ต้องหารกันคนละครึ่งกลับคืนมาด้วย เช่น กรณีค่าลดหย่อนบุตร ซึ่งเดิมหากยื่นรวมจะหักลดหย่อนได้ 1.5 หมื่นบาท เมื่อแต่ละคนแยกยื่นภาษีก็จะหักเพิ่มขึ้นเป็น 3 หมื่นบาท ค่าลดหย่อนการศึกษาของบุตรจากเดิมได้ 2,000 บาท ก็เพิ่มขึ้นเป็น 4,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมซื้อบ้าน เดิมได้ 1 แสนบาท จะเพิ่มเป็น 2 แสนบาท เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการแบ่งเบาภาระให้แก่ครอบครัวได้ในระดับหนึ่ง
ผลที่ตามมาทำให้สามีและภรรยาสามารถแยกการเสียภาษีกันได้ ซึ่งทำให้สามารถหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น จนทำให้กรมสรรพากรสูญเสียรายได้ร่วม 7,000 ล้านบาท
รายการภาษีต่อมา คือการอนุมัติให้แก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประมวลรัษฎากรปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยจะมีผลบังคับรายได้ปี 2556 ที่จะยื่นแบบต้นปี 2557 (ช่วงวันที่ 1 ม.ค. 31 มี.ค. 2557) ซึ่งภาษีใหม่นี้ปรับเปลี่ยนจากเดิมอยู่ที่ 537% ลงเหลือ 535% แต่ให้คงการยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้สุทธิ 1.5 แสนบาทแรกไว้เหมือนเช่นเดิม
ภาษีใหม่ผู้มีเงินได้สุทธิตั้งแต่ 03 แสนบาท เสียภาษีอัตรา 5% แต่หากมีเงินได้สุทธิไม่ถึง 1.5 แสนบาท ไม่ต้องเสียภาษี รายได้ 300,0015 แสนบาท เสีย 10% รายได้ 500,0017.5 แสนบาท เสีย 15% รายได้ 750,0011 ล้านบาท เสีย 20% รายได้ 1,000,0012 ล้านบาท เสีย 25% รายได้ 2,000,0014 ล้านบาท เสีย 30% และรายได้ 4,000,001 ขึ้นไป เสีย 35%
ภาษีใหม่กระทบรายได้รัฐในปีงบประมาณ 2556 ราว 2.5 หมื่นล้านบาท







