posttoday
เศรษฐกิจไทยขาขึ้น คลังขยับจีดีพี 4.5%

เศรษฐกิจไทยขาขึ้น คลังขยับจีดีพี 4.5%

30 มีนาคม 2553

 

ทิศทางของเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” แม้สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้จะมาเตะตัดขาก็ตาม

ก่อนหน้านี้ ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศว่า ธปท. จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2553 ขึ้นในเดือน เม.ย.นี้

ล่าสุดกระทรวงการคลังได้ชิงตัดหน้าประกาศปรับขึ้นผลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ หลังพบว่าดัชนีเศรษฐกิจหลายตัวดีขึ้น

สาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2553 ว่า จะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ที่ระดับ 4.5% ต่อปี โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 45% เพิ่มจากประมาณการเดิมเมื่อเดือน ธ.ค. 2552 ที่คาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวที่ 3.5%

ทั้งนี้ การประมาณการเศรษฐกิจดังกล่าวได้คำนึงถึงผลกระทบของปัญหาการระงับการลงทุนในเขตมาบตาพุด และปัญหาการเมืองไว้แล้ว

โดยหากรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาทั้งสองส่วนได้อย่างรวดเร็ว และสามารถเร่งรัดเบิกจ่ายโครงการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งให้ได้ไม่ต่ำกว่า 80% ของกรอบวงเงินอนุมัติมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2553 มีโอกาสที่จะขยายตัวได้ในกรณีสูงของช่วงคาดการณ์ที่ 5% ต่อปี

สาธิต กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจได้แรงส่งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า โดยเฉพาะคู่ค้าใหม่ในเอเชีย ทำให้การส่งออกและสินค้าบริการในปี 2553 จะกลับมาขยายตัวในอัตราที่สูง

ส่งผลให้ภาคส่งออกและบริการขยายตัวดีกว่าที่คาดไว้ ส่งผลถึงรายได้ภาคเกษตรที่ได้รับผลดีจากราคาสินค้าเกษตร

สศค.ได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลงได้อีกตั้งแต่ 0.21.8% แยกได้เป็น

กรณีที่สถานการณ์ไม่รุนแรง แต่ลากยาวไปถึงไตรมาส 2 จะกระทบต่อการท่องเที่ยว การบริโภคในประเทศ ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 0.2%

โดยจีดีพีจะขยายตัวลดลงจาก 4.5% เหลือ 4.3% และกรณีที่สถานการณ์ลากยาวไปถึงไตรมาส 3 จะกระทบเศรษฐกิจ 0.5% ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวจาก 4.5% เหลือ 4%

กรณีที่ลากยาวไปถึงไตรมาส 2 คาดว่าจะกระทบการบริโภคโดยเฉพาะของคนในกรุงเทพฯ 6.8 ล้านคน เฉลี่ยว่าบริโภคลดลง 50 บาทต่อวัน เท่ากับว่าการบริโภคโดยรวมจะหายไปประมาณ 5 หมื่นล้านบาท

ขณะที่คาดว่าการท่องเที่ยวจะหายไป 10% โดยตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. จำนวนนักท่องเที่ยวผ่านสุวรรณภูมิลดลง 15%

“ถ้ากระทบ 2 ไตรมาส คาดว่าจะลามไปถึงการลงทุนด้วย จากที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.5% ก็จะเหลือแค่ 4% แต่กรณีที่สถานการณ์ลากยาวไปถึงไตรมาส 4 และมีความรุนแรงเกิดขึ้น เช่น มีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ การยุบสภา ไม่มีรัฐบาลในการขับเคลื่อนงบประมาณปี 2554 จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจถึง 1.8% ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวจาก 4.5% เหลือ 2.7%” สาธิต กล่าว

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงเสถียรภาพเศรษฐกิจในปี 2553 ว่า การส่งออกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 8% ปรับเพิ่มเป็น 9.7%

โดยมีคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ จีน เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และตลาดเกิดใหม่ในตะวันออกกลาง

ขณะที่การนำเข้าคาดว่าขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 31.9% เนื่องจากสินค้าคงคลังลดลง ดุลการค้าอยู่ที่ 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อรวมดุลบริการส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ที่ระดับ 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐ เงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 4% อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.3%

ด้านการบริโภคในประเทศดีขึ้น เนื่องจากรายได้เกษตรกรดีขึ้น โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ พบว่าเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 20% ส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศ สะท้อนจากยอดขายรถจักรยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น แต่การลงทุนภาคเอกชนยังทรงตัว เนื่องจากรอดูสถานการณ์ทางด้านการเมือง

ส่วนเรื่องเงินลงทุนที่เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าการเมืองยังไม่รุนแรง นักลงทุนจึงกล้าลงทุน เงินที่เข้ามาไม่ใช่แค่ไทย แต่เข้ามาทั้งภูมิภาคเอเชีย

“เงินเข้าไทยมาเยอะกว่าประเทศอื่น แต่ก็ยังน้อยกว่าอินโดนีเซีย โดยยอดเงินไหลเข้าตั้งแต่ต้นปีสิ้นสุด ณ วันที่ 26 มี.ค. ของอินโดนีเซียอยู่ที่ 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยไหลเข้า 1,122 ล้านเหรียญสหรัฐ” เอกนิติ กล่าว

ทั้งนี้ เชื่อว่าเป็นผลเนื่องจากค่าเงินด้วย เพราะเมื่อต่างชาตินำเงินเข้ามา ค่าเงินบาทอยู่ที่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่ตอนเอาเงินกลับไปใช้แค่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จึงต้องดูเรื่องค่าเงินด้วย เพราะจะมีผลต่อเงินไหลออกในช่วงที่ทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน

กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ไทยฟื้นตัวได้ดีกว่า ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบหลายประเทศ เพราะไทยมีการวางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจได้ดี แต่ปัจจัยเดียวที่จะฉุดให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ช้า คือ ปัจจัยทางการเมืองที่มีปัญหา

โดยจากการได้พูดคุยกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เห็นว่า รัฐบาลควรจะยุบสภาในเวลาที่เหมาะสม คือ ในปี 2554 จะเป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศโดยรวมมากที่สุด

หากมีการยุบสภาในขณะนี้ จะทำให้การบริการเศรษฐกิจมีปัญหา การดำเนินการหลายอย่างต้องหยุดชะงัก ทั้งการทำงบประมาณประจำปี 2544 การออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โครงการประกันรายได้เกษตรกร และการแก้ไขหนี้นอกระบบ เนื่องจากการยุบสภาต้องเสียเวลากว่าครึ่งปีเพื่อเลือกตั้งใหม่ ทำให้ขาดจังหวะและสูญเสียโอกาสในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

“หากมีการยุบสภาตอนนี้ การขยายตัวเศรษฐกิจที่ประมาณการไว้ลดฮวบแน่นอน หลายนโยบายของรัฐบาลต้องหยุดชะงัก บางนโยบายอย่างประกันรายได้ที่กำลังจะเซ็นสัญญาเร็วนี้ ก็ชัดเจนว่าพรรคตรงข้ามไม่เห็นด้วย หากรัฐบาลไม่ได้มาดำเนินการต่อ ก็จะเกิดความไม่แน่นอน ซึ่งจังหวะตอนนี้มันยังยุบสภาไม่ได้ หลายงานที่เป็นประโยชน์ของประเทศชาติยังมีอีกเยอะ ยังไม่จำเป็นที่ต้องเร่งเกมรัฐบาลยุบสภา เพราะเมื่อถึงเวลาที่ใช่ ฝ่ายตรงข้ามสามารถเลือกตั้งพรรคที่ชอบมาเป็นรัฐบาลได้แน่นอน” กรณ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล