
นวลิสซิ่งหวั่นไม่ได้ทุนใหม่
การเมืองพ่นพิษเจรจาไม่จบเงินที่มีอยู่แค่พอประคองตัว
โพสต์ทูเดย์
— นวลิสซิ่ง หวั่นการเมืองไม่นิ่ง ส่งผลธุรกิจสะดุด เจรจาพันธมิตรหาเงินทุนเพิ่มไม่ได้นายรัตนชัย นันทปราโมทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นวลิสซิ่ง เปิดเผยว่า จากปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นอาจทำให้บริษัทไม่สามารถเจรจาหาข้อสรุปกับพันธมิตรในเรื่องที่จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหม่ภายในระยะเวลาไตรมาสแรกนี้ตามแผนเดิมที่วางไว้ได้
ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรที่เป็นสถาบันการเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ 3 แห่ง เพื่อให้มาถือหุ้นเกิน 40% ซึ่งขณะนี้บริษัทมีความต้องการเรื่องเงินทุนเพียงอย่างเดียว ส่วนเรื่องอื่นบริษัทมีความพร้อมอยู่แล้ว โดยตามแผนที่วางไว้หลังจากได้พันธมิตรรายใหม่คือ ภายใน 3 ปีจะมีการยกระดับเป็น Transport Station Finance หรือสถาบันการเงินเพื่อการขนส่ง ซึ่งต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 23 หมื่นล้านบาท เพราะต้องให้บริการแบบครบวงจร ณ วันนี้ในหลักการของผู้ถือหุ้นใหม่ที่จะเข้ามานั้นมีหลักการที่ตรงกัน และโดยทั่วไปไม่ต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพราะไม่ได้ยกระดับเป็นแบงก์ เนื่องจากปัจจุบันเป็นนวลีสซิ่ง ถือว่าเป็นไฟแนนซ์อยู่แล้วแต่ให้บริการด้านสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เป็นหลัก
โดยตามแผนการเติบโตต้องปล่อยสินเชื่อรวมให้ได้ให้ได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท ถึงจะแข่งขันในภาวะตลาดปัจจุบันได้ เมื่อต้องแข่งกันกับบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์หรือตัวธนาคารพาณิชย์ที่หันมาทำธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามากขึ้น
“
พันธมิตรที่จะเข้ามาต้องเป็นสถาบันการเงินและรับเงินฝากจากระบบได้เท่านั้น เราถึงจะแข่งขันในตลาดได้ ซึ่งแผนธุรกิจตอนนี้ก็ยังทำอะไรที่ชัดเจนไม่ได้ เพราะต้องรอให้ผู้ร่วมทุนรายใหม่เป็นคนชี้ขาดด้วย และคงต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและผู้บริหารใหม่กันใหม่ เป็นการรองรับเพื่อให้บริษัทเติบโตขึ้น” นายรัตนชัย กล่าวนายรัตนชัย กล่าวว่า หากบริษัทยังไม่ได้พันธมิตรรายใหม่ ก็ยังสามารถทำธุรกิจต่อไปได้ เพียงแต่ไม่สามารถเติบโตได้ เพราะมียอดสินเชื่อรวมอยู่ที่ 1,6001,700 ล้านบาท จากฐานะลูกค้า 7,0008,000 คนเท่านั้น ถือว่าเป็นธุรกิจที่เล็กมากเมื่อเทียบกับของสถาบันการเงิน และทุนที่มีอยู่ก็แค่เพียงพอที่จะรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้เท่านั้น ยังไม่สามารถไปแข่งขันกับใครได้
ทั้งนี้ บริษัทเช่าซื้อขนาดเล็กก็ยังสามารถทำธุรกิจต่อไปได้ เพียงแต่ต้องรู้จักตลาดรู้จักจับกลุ่มลูกค้าของตัวเองและต้องมีการบริหารต้นทุนให้เหมาะสมด้วย
สำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิ 1 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 121 ล้านบาท หรือ 100% เมื่อเทียบกับปี 2551 ที่ขาดทุนสุทธิ 120 ล้านบาท ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดจากรายได้รวมลดลง 49 ล้านบาทจาก 291 ล้านบาท เหลือ 242 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมก็ลดลง 118 ล้านบาท จาก 298 ล้านบาท เหลือ 180 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ จากมาตรการเข้มงวดในการบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ การตัดหนี้สูญ และการเร่งรัดหนี้ที่อยู่ ทำให้การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญลดลง 125 ล้านบาท จาก 149 ล้านบาท เหลือ 23 ล้านบาท และต้นทุนทางการเงินลดลง 38 ล้านบาท จาก 94 ล้านบาท เหลือ 55 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการชำระคืนเงินกู้
นายรัตนชัย นันทปราโมทย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.นวลิสซิ่ง(NVL)เปิดเผยกับ"อินโฟเควสท์"ว่า อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่กำลังเจรจากันอยู่ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยธนาคารต้องการถือหุ้นมากกว่า 40% ซึ่งจะมีส่วนที่ต้องทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ด้วย ทั้งนี้คาดว่าจะได้ข้อยุติในเดือน มิ.ย. นี้"หนึ่งในกลยุทธ์ของบริษัทฯ คือต้องการเพิ่มพันธมิตร ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯก็ได้มีการเจรจาพูดคุยกับหลายราย และ IBANK ก็เป็นหนึ่งรายที่ได้มีการพูดคุยกัน และมีความคืบหน้าถึงตอนนี้ก็ 50:50 แล้ว แต่ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี ซึ่งทาง IBANK อยากจะถือหุ้น NVL มากกว่า 40% ก็มีส่วนที่ต้องทำเทนเดอร์ฯด้วย ส่วนราคาขณะนี้ยังคุยกันอยู่ และคุยกันดุเดือดยิ่งกว่าพวกเสื้อแดงคุยกันอีก มันเลยยังไม่สรุปซะที"นายรัตนชัย กล่าว







