
ควรแยกยื่นภริยาหรือไม่
เป็นข่าวที่ถกเถียงกันมากข่าวหนึ่ง พอๆ กับข่าวการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยซอยขั้นอัตราภาษีให้ถี่ขึ้นจากเดิม 5 อัตรา เป็น 7 อัตรา และลดอัตราภาษีสูงสุดจาก 37% เหลือ 35% โดยมีผลสำหรับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2556 ที่จะยื่นภายในปี 2557 และยังอนุญาตให้คู่สมรสสามารถแยกยื่นรายการเสียภาษีเงินได้พึงประเมินในส่วนของตนในทุกประเภทเงินได้ แถมอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายบุตรได้เท่ากัน โดยให้มีผลตั้งแต่ปีภาษี 2555 ที่จะยื่นในปี 2556 อีกทั้งเพื่อเป็นการป้องปรามการหลบเลี่ยงภาษี กรมสรรพากรยังได้กำหนดคำนิยามของคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้หมายความว่า บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปที่ทำกิจการโดยไม่แบ่งปันกำไร ให้เสียภาษีจากเงินได้พึงประเมินก่อนหักรายจ่ายในอัตรา 20% จากเดิมที่คณะบุคคลจะเสียภาษีตามอัตราเงินได้บุคคลธรรมดา และยังกำหนดนิยามห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล ให้หมายความว่าห้างหุ้นส่วนสามัญที่จัดตั้งขึ้นให้เสียภาษีจากเงินได้สุทธิในอัตรา 20% เช่นกัน
เป็นข่าวที่ถกเถียงกันมากข่าวหนึ่ง พอๆ กับข่าวการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยซอยขั้นอัตราภาษีให้ถี่ขึ้นจากเดิม 5 อัตรา เป็น 7 อัตรา และลดอัตราภาษีสูงสุดจาก 37% เหลือ 35% โดยมีผลสำหรับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2556 ที่จะยื่นภายในปี 2557 และยังอนุญาตให้คู่สมรสสามารถแยกยื่นรายการเสียภาษีเงินได้พึงประเมินในส่วนของตนในทุกประเภทเงินได้ แถมอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายบุตรได้เท่ากัน โดยให้มีผลตั้งแต่ปีภาษี 2555 ที่จะยื่นในปี 2556 อีกทั้งเพื่อเป็นการป้องปรามการหลบเลี่ยงภาษี กรมสรรพากรยังได้กำหนดคำนิยามของคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้หมายความว่า บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปที่ทำกิจการโดยไม่แบ่งปันกำไร ให้เสียภาษีจากเงินได้พึงประเมินก่อนหักรายจ่ายในอัตรา 20% จากเดิมที่คณะบุคคลจะเสียภาษีตามอัตราเงินได้บุคคลธรรมดา และยังกำหนดนิยามห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล ให้หมายความว่าห้างหุ้นส่วนสามัญที่จัดตั้งขึ้นให้เสียภาษีจากเงินได้สุทธิในอัตรา 20% เช่นกัน
การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียภาษีทุกคน (แม้บางคนจะว่าช่วยคนรวยมากกว่าคนจนก็เถอะ) และช่วยสร้างความมั่นคงของสถาบันครอบครัว (เพราะตามกฎหมายเดิมหลายคู่เลือกที่จะหย่า หรือไม่จดทะเบียนสมรสเพื่อประโยชน์ทางภาษี) คำถามที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อกรมสรรพากรให้สามีภริยาสามารถเลือกที่ยื่นรวมหรือแยกยื่นก็ได้ ควรยื่นรวมหรือแยกยื่นดี
การพิจารณา สมมติสามีเป็นผู้มีเงินได้หลัก ถ้าเลือกยื่นรวม สามีสามารถหักลดหย่อนภริยาได้ 3 หมื่นบาท ดังนั้นสามีจะได้รับประโยชน์ทางภาษีจากการหักลดหย่อนดังกล่าวตามฐานภาษี สมมติสามีมีรายได้อยู่ในอัตราสูงสุดที่ 35% การยื่นรวมทำให้สามีได้รับประโยชน์ทางภาษีจากการลดหย่อนภริยา 1.05 หมื่นบาท ซึ่งประโยชน์ตรงนี้จะไม่มีถ้าภริยาแยกยื่น ดังนั้นถ้าภริยามีเงินได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ไม่ควรแยกยื่น เพราะเงินได้ภริยาที่แยกยื่น ยังไงก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่ทำให้สามีไม่สามารถหักลดหย่อนภริยาได้ แต่ถ้าเงินได้ภริยามากกว่า 3 หมื่นบาท ก็แยกยื่นดีกว่า จะได้ประโยชน์ทางภาษีมากกว่า
แต่กรณีที่ภริยามีเงินได้น้อย หรือไม่มีเงินได้ สามีก็สามารถสร้างประโยชน์จากเงินได้ประเภทที่เสียภาษีสุดท้าย (Final Tax)
เงินได้ประเภท Final Tax คือ เงินได้ที่ผู้มีเงินได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ตามประเภทที่กำหนดไว้แล้ว เมื่อตอนสิ้นปีมีสิทธิที่จะเลือกเอาเงินได้ดังกล่าวมารวม หรือไม่รวมคำนวณในการยื่นแบบแสดงรายการตอนสิ้นปีได้ (ภ.ง.ด. 90, 91) ซึ่งเงินได้ที่สามารถเป็น Final Taxได้ มีดังนี้
1.ดอกเบี้ยต่างๆ เงินปันผล
2.ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทเป็นผู้ออก
3.ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนพันธบัตร หุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน เฉพาะที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน
เงินได้พวกนี้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่สูง ประมาณ 1015% เท่านั้น อย่างดอกเบี้ยเงินฝากจะเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ซึ่งผู้เสียภาษีเลือกเอาดอกเบี้ยมารวมเป็นฐานเงินได้เพื่อคำนวณภาษีหรือไม่ก็ได้ ที่ผ่านมาผู้มีเงินได้ส่วนใหญ่จะไม่รวมเงินได้ประเภท Final Tax ในการคำนวณภาษีเงินได้ เพราะเงินได้สุทธิถ้าเกิน 5 แสนบาท ฐานภาษีจะเป็น 20% ทำให้ไม่คุ้มที่จะเอาดอกเบี้ยมารวมคำนวณ ยิ่งเป็นเงินปันผลจากกองทุนรวมที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ยิ่งไม่ควรนำมารวมคำนวณ เพราะอัตราภาษีเงินได้ 10% เป็นอัตราต่ำสุดอยู่แล้ว และที่สำคัญเงินปันผลจากกองทุนรวม เราไม่สามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลได้
หากเราจะใช้ประโยชน์จากการอนุญาตให้คู่สมรสแยกยื่นภาษีได้ สามีก็อาจเลือกให้ภริยาเป็นผู้รับเงินได้ประเภท Final Tax เหล่านี้
ตัวอย่างกรณีเดียวกับข้างต้น ประโยชน์ทางภาษีที่สามีได้รับจากการลดหย่อนภริยาคือ 1.05 หมื่นบาท แต่ประโยชน์นี้จะไม่ได้รับหากภริยาแยกยื่นภาษี แต่ผลประโยชน์ที่ไม่ได้รับนี้ ภริยาจะได้คืนจากการแยกยื่น เพียงภริยามีเงินได้เป็นดอกเบี้ยจากเงินฝากเท่ากับ 7 หมื่นบาท เพราะภริยาจะสามารถขอภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ของดอกเบี้ยที่ภริยาจำนวน 1.05 หมื่นบาทคืนได้ จึงสรุปได้ว่าหากภริยามีเงินได้ดอกเบี้ยเท่ากับ 7 หมื่นบาท และแยกยื่น สามีและภริยาคู่นี้ไม่เสียผลประโยชน์เรื่องภาษีใดๆ เลย แล้วภริยาควรมีเงินได้ดอกเบี้ยอย่างน้อยที่สุดเท่าใดจึงจะสามารถขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายของดอกเบี้ยได้ทั้งก้อน
วิธีคิด ก็คือ ถ้าภริยาแยกยื่น ต้องรักษาเงินได้สุทธิไม่เกิน 1.5 แสนบาท เพราะเงินได้สุทธิ 1.5 แสนบาทแรกได้รับยกเว้นภาษี โดยหากภริยามีเงินได้ดอกเบี้ยมาก ก็อาจเพิ่ม (นอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัว 3 หมื่นบาท) เช่น ค่าลดหย่อนบุตรที่เรียนในประเทศ 3 คน ซื้อประกันชีวิต RMF LTF ประกันบำนาญ ฯลฯ ก็จะทำให้ขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วได้มากขึ้น วิธีเหล่านี้ก็จะช่วยให้สามารถประหยัดภาษีที่ต้องจ่ายสำหรับเงินได้ประเภท Final Tax ได้







