posttoday
ธุรกิจครอบครัวภาษีที่ควรรู้ (1)

ธุรกิจครอบครัวภาษีที่ควรรู้ (1)

25 ธันวาคม 2555

ธุรกิจครอบครัว: ประเด็นทางภาษีที่ควรรู้ เมื่อเป็นบริษัทมหาชน (ตอน1)การทำธุรกิจในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินธุรกิจลักษณะธุรกิจครอบครัว การทำให้ธุรกิจเติบโตมีผลประกอบการที่ดีเป็นที่น่าพอใจ เป็นสิ่งที่ทุกกิจการตั้งเป้าหมายไว้ การที่กิจการตัดสินใจก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทมหาชน ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

ธุรกิจครอบครัว: ประเด็นทางภาษีที่ควรรู้ เมื่อเป็นบริษัทมหาชน (ตอน1)การทำธุรกิจในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินธุรกิจลักษณะธุรกิจครอบครัว การทำให้ธุรกิจเติบโตมีผลประกอบการที่ดีเป็นที่น่าพอใจ เป็นสิ่งที่ทุกกิจการตั้งเป้าหมายไว้ การที่กิจการตัดสินใจก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทมหาชน ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

และเพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับธุรกิจหรือกิจการที่เริ่มสนใจนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ปีหน้าอาจเป็นจุดที่ดีในการเริ่มต้น และนอกจากที่กิจการจะต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของขั้นตอนต่างๆ แล้วยังมีเรื่องของการวางแผนภาษีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย วันนี้จึงขอนำเสนอเกี่ยวกับประเด็นทางภาษีต่างๆ สำหรับธุรกิจครอบครัว ที่จะต้องมีความเข้าใจ โดยสามารถพิจารณาออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้

1.โครงสร้างและประเภทธุรกิจ โดยทั่วไปการพิจารณาว่าโครงสร้างใดเป็นโครงสร้างที่เหมาะสมนั้นอาจจะมีข้อถกเถียงและความเห็นที่แตกต่างกันไปบ้าง หลายท่านอาจจะถามว่ามีสูตรสำเร็จอย่างไรหรือไม่ เพราะมีแนวทางหลายทาง จะทราบได้อย่างไรว่าโครงสร้างใดเป็นโครงสร้างที่ดีที่สุด

สิ่งที่จะเป็นคำตอบสุดท้ายที่ชัดเจน คงเป็นไปได้ว่า โครงสร้างธุรกิจที่เหมาะสม คือ โครงสร้างที่ทำให้กิจการ หรือบริษัทมีมูลค่าสูงสุด และเหมาะกับการขยายตัวต่อบริษัทในระยะยาว คุณมีความเห็นเดี่ยวกับประเด็นดังกล่าวหรือไม่ ถ้าใช้ต้องบอกออกมาดังๆ ว่า “ถูกต้อง” ก็คงไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

สำหรับประเด็นภาษีที่เกี่ยวข้อง คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล เนื่องจากบริษัทที่สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะได้รับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต่ำกว่าธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภาษี Capital Gain กำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ มีส่วนในการจัดโครงสร้างที่เหมาะสมและมีการทำกำไรสูงสุด เพราะจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่การจัดโครงสร้างมักจะต้องดำเนินงาน 2 ส่วนที่สำคัญ คือ ซื้อสินทรัพย์หรือซื้อหุ้น ถ้าเป็นการขายออกจากนิติบุคคล ก็อาจจะมีเรื่องของภาษี Capital Gain สูงสุดถึง 30% ในขณะที่จากบุคคลภายนอกนั้นสูงสุดถึง 37% แต่ถ้าเข้าไปจดทะเบียนในส่วนของหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้นของบริษัทจดทะเบียนนั้น บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจะได้รับการยกเว้นทั้งจำนวน แต่ข้อดีของการเป็นนิติบุคคล คือถ้ามีผลขาดทุนจากการซื้อหรือขายหุ้น สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีในฐานที่เป็นค่าใช้จ่ายได้

2.โครงสร้างทางธุรกิจและกิจการในเครือ มักจะมองในมุมของการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยการพิจารณาถึงผลกระทบในกรณีที่ผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาเกี่ยวกับภาษีเงินปันผล สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ ผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคล การปรับโครงสร้างที่เป็นลักษณะ Holding Company มักจะได้รับสิทธิประโยชน์ในแง่เงินปันผล เนื่องจากกรณีที่ผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคลนั้น หากถือหุ้นในบริษัทไม่น้อยกว่า 25% ของทุนที่เรียกชำระแล้ว และถือหุ้นบริษัทนั้นไม่ต่ำกว่า 6 เดือนนั่นคือ ก่อนที่จะประกาศจ่ายเงินปันผล 3 เดือน และหลังรับเงินปันผล 3 เดือน ผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคลก็จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินปันผลนั้นมารวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีทั้งจำนวนทีเดียว

ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา กรณีที่บุคคลธรรมดาเป็นผู้ถือหุ้น บุคคลนั้นเมื่อได้รับเงินปันผล ก็เพียงยินยอมให้หักภาษี ณ ที่จ่าย ก็จะเสียเพียง 10% โดยไม่ต้องนำมาคำนวณกับรายได้เพื่อเสียภาษีอีก และถ้าบุคคลใดที่มีฐานภาษีในระดับไม่สูงนัก อาจเลือกวิธีนำรายได้จากเงินปันผลมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี และเลือกการขอเครดิตภาษี (3/7) เพื่อขอรับภาษีคืน ประเด็นการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของเงินปันผล จึงทำให้ผู้ถือหุ้นอาจจะพิจารณาว่า จะมีการจ่ายเงินปันผลหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์อีกทีหนึ่ง

ผู้ถือหุ้นที่เป็นบริษัทต่างประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน กรณีที่กิจการมีผู้ถือหุ้นที่เป็นบริษัทต่างประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน หรือประเทศที่เป็นสวรรค์ของภาษี หรือที่เรียกว่า Tax Haven Countries นั้น แทบจะไม่ต้องเสียภาษีเลย เพราะจะถูกกำหนดให้เสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายสูงสุดเพียง 15% และหากเป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนนั้นจะไม่ถูกหักเลย และเมื่อนำรายได้กลับประเทศส่วนใหญ่จะมีเกณฑ์ที่ไม่คิดภาษี หากเป็นรายได้ที่เกิดนอกประเทศ ฉะนั้นการมีผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศก็ถือว่าเป็นการวางแผนภาษีทางหนึ่ง แต่ต้องคำนึงถึงแนวทางการลงทุนในต่างประเทศ และการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอีกด้วย

3.โครงสร้างคณะกรรมการและผู้บริหาร สำหรับกรรมการและผู้บริหารนั้น จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับการวางแผนภาษีที่น่าสนใจหลายประเด็น เพราะแต่เดิมอาจจะมีการกำหนดอัตาผลตอบแทนหรือเงินเดือนแต่เพียงอย่างเดียว บางครั้งการปรับเพิ่มเงินเดือนมากขึ้นก็เป็นการเพิ่มภาระภาษีอย่างเดียว บางครั้งการปรับเพิ่มเงินเดือนมากขึ้นก็เป็นการเพิ่มภาระมากตามไปด้วย การวางแผนภาษีที่น่าสนใจ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะต้องตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ให้แก่พนักงาน โดยมีข้อดีคือเป็นการกันเงินจากพนักงานและบริษัท โดยนำเงินที่หักจากเงินเดือนพนักงานส่วนหนึ่ง (เงินสะสม) รวมกับเงินสมทบของบริษัทไปจัดตั้งกองทุน และให้มีการแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนดูแลเงินดังกล่าว โดยทั้งเงินสะสมและเงินสมทบนั้น ทั้งสองฝ่ายเอาไปหักค่าลดหย่อนภาษีได้ โดยหากพนักงานลาออกก่อนครบกำหนดที่ตกลงไว้ก็จะเอาไปได้แต่ในส่วนของเงินสะสมเท่านั้น เงินสมทบจะตกเป็นผลประโยชน์แก่บุคคลที่ยังอยู่ในบริษัท

หุ้นเพิ่มทุนและใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้น (Warrant) การจัดสรรหุ้นให้แก่กรรมการและผู้บริหาร ก็เป็นแนวทางที่หลายธุรกิจที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใช้เป็นมาตรการในการจูงใจ หรือ Incentive หรือที่นิยมเรียกว่า Employee Option Program (ESOP) ข้อดีก็เนื่องจากกำไรจากการขายหุ้นหรือใบสำคัญแสดงสิทธินั้น ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษี ฉะนั้นเมื่อเทียบกับเงินจำนวนเท่ากันที่จ่ายเป็นเงินเดือนหรือโบนัส จะต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การให้เป็นหุ้นหรือใบสำคัญแสดงสิทธิจึงเป็นข้อดีในการวางแผน

(ตัดเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือชุด “บันไดสู่ความมั่งคั่ง...เล่ม 3) (อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท