
รู้จ่ายก็ไม่จน
หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “เก็บก่อนใช้ แบ่งไปลงทุน รวยได้ทุกคน” จากสปอตโฆษณาทางทีวีของ ก.ล.ต. ที่มีคุณตุ๊กกี้เป็นผู้นำเสนอ ดิฉันเชื่อว่าใครๆ ก็อยากรวยและเห็นความจำเป็นของการออม ฟังดูแล้ว “เก็บก่อนใช้” ดูเหมือนง่าย แต่ทำไมคนจำนวนมากกลับทำไม่ได้ เห็นได้จากผลการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ชี้ให้เห็นว่า คนไทยกว่าร้อยละ 40 ที่กู้เงินไปประกอบอาชีพ จะมีเงินแค่พอใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและชำระเงินกู้เท่านั้น ไม่มีเงินออมเลย หากวันหนึ่งจำเป็นต้องใช้เงินด้วยเหตุฉุกเฉินจะทำอย่างไร และยิ่งมองภาพไปข้างหน้ายาวๆ ยิ่งน่าเป็นห่วงว่าเขาจะดูแลตัวเองให้มีความมั่นคงทางการเงินได้อย่างไร
หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “เก็บก่อนใช้ แบ่งไปลงทุน รวยได้ทุกคน” จากสปอตโฆษณาทางทีวีของ ก.ล.ต. ที่มีคุณตุ๊กกี้เป็นผู้นำเสนอ ดิฉันเชื่อว่าใครๆ ก็อยากรวยและเห็นความจำเป็นของการออม ฟังดูแล้ว “เก็บก่อนใช้” ดูเหมือนง่าย แต่ทำไมคนจำนวนมากกลับทำไม่ได้ เห็นได้จากผลการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ชี้ให้เห็นว่า คนไทยกว่าร้อยละ 40 ที่กู้เงินไปประกอบอาชีพ จะมีเงินแค่พอใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและชำระเงินกู้เท่านั้น ไม่มีเงินออมเลย หากวันหนึ่งจำเป็นต้องใช้เงินด้วยเหตุฉุกเฉินจะทำอย่างไร และยิ่งมองภาพไปข้างหน้ายาวๆ ยิ่งน่าเป็นห่วงว่าเขาจะดูแลตัวเองให้มีความมั่นคงทางการเงินได้อย่างไร
ออมภาคบังคับสร้างวินัย
ข้อแนะนำเพื่อให้สามารถ “เก็บก่อนใช้” ได้จริงก็ต้องใช้วิธีออมภาคบังคับ (ตัวเอง) ตามความสามารถของแต่ละคน เช่น ฝากเงินแบบประจำ 24 เดือนที่ต้องฝากเข้าบัญชีธนาคารทุกเดือนต่อเนื่อง แบบนี้ได้ดอกเบี้ยเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต้องถูกหักภาษี หรือลงทุนในกองทุนรวมแบบตัดบัญชีรายเดือนอัตโนมัติไปเลย ทั้งสองวิธีไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ เพียงแต่ต้องมีวินัยเท่านั้น ช่วยให้กันเงินออมไปก่อนแล้วค่อยใช้จ่ายเท่าที่เหลือ แต่ถ้าออมแบบนี้แล้วยังมีเงินเหลือไม่พอใช้ ก็ต้องทบทวนเรื่องการใช้จ่ายอย่างจริงจัง
จ่ายเท่าที่จำเป็น
กลยุทธ์ทางการตลาดประเภทซื้อเยอะถูกกว่า จะกระตุ้นให้เราซื้อโดยลืมนึกถึงความจำเป็น ตัวอย่างคลาสสิกที่เห็นทุกวัน ประเภทชิ้นละ 35 บาท 3 ชิ้น 100 เกือบทุกคนซื้อ 3 ชิ้น เพราะคิดว่าคุ้มกว่า ลืมไปว่าที่จริงแล้วคุณต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 65 บาท ทั้งๆ ที่ตั้งใจซื้อชิ้นเดียว สุดท้ายอีก 2 ชิ้นก็เก็บเข้าตู้หรือต้องให้คนอื่นไป แต่ถ้าหากพิจารณาให้ดีก็จะพบว่า บ่อยครั้งเราจ่ายเงินเกินจำเป็น นั่นย่อมหมายความว่า หากเราสามารถลดรายจ่าย “เกินจำเป็น” เหล่านี้ได้ เราจะมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นได้ไม่น้อย
นอกจากโปรโมชันที่มีอยู่รายวันแล้ว โปรโมชันระดับชาติก็อาจทำให้เราพลั้งพลาดได้เช่นกัน รายการนี้ยังอาจส่งผลถึงการก่อหนี้เกินจำเป็นอีกด้วย โครงการรถคันแรกที่รัฐให้สิทธิคืนภาษี มียอดจองกว่า 8 แสนคัน หลายคนเข้าไปใช้สิทธิทั้งๆ ที่มีรถยนต์ที่ใช้งานได้ดีอยู่แล้ว แต่พอมีโปรโมชันนี้ก็ดึงดูดใจทำให้อยากได้รถเพิ่มขึ้นอีกสักคัน หลายคนมีเหตุผลที่น่าฟังว่า รถคันที่ใช้อยู่เก่ามากแล้ว กินน้ำมันเยอะ มีแผนจะเปลี่ยนรถอยู่พอดี อย่างนั้นคงไม่ว่ากัน แต่คนจำนวนมากมี “ความจำเป็น” ขึ้นมาทันที เพียงเพราะเห็นว่าการซื้อรถปีนี้จะถูกกว่าปีหน้า โดยลืมสำรวจความพร้อมในการแบกภาระหนี้หลายแสนบาท ที่จะต้องผ่อนชำระไปอีกหลายปี และลืมนึกไปว่าการใช้รถยนต์ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามมา ทั้งค่าน้ำมัน ค่าเบี้ยประกัน และค่าบำรุงรักษา ซึ่งเป็นการก่อภาระหนี้และค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จำเป็นเลย
การจ่ายเงินไม่ว่าเพื่อวัตถุประสงค์ใดๆ ไม่ว่าจะมีราคาสูงอย่างบ้าน รถยนต์ ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลาย หรือแม้แต่ของใช้ประจำวัน ควรพิจารณาตามความจำเป็นให้เหมาะสมกับฐานะการเงิน การใช้งานและความคุ้มค่า ไม่ใช่ซื้อมาเพียงเพราะ “ความต้องการ” เป็นเจ้าของเท่านั้น เพราะการใช้จ่ายที่เกินฐานะจนเป็นนิสัยจะทำให้ต้องแบกภาระหนี้ที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เก็บออมก็ไม่ได้ อนาคตก็น่าเป็นห่วง
เศรษฐีชาวอเมริกัน วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า “If you buy things you don’t need, you’ll soon sell things you need” เพราะฉะนั้น หากต้องการมีเงินออมเพื่อเป็นจุดตั้งต้นของการนำไปลงทุนให้งอกเงยเพื่ออนาคตที่มั่นคงแล้ว ต้องรู้จักจับจ่ายอย่างมีสติด้วย ดิฉันหวังว่าปีใหม่นี้ทุกคนจะหันมาทบทวนการใช้จ่ายของตัวเอง เพื่อให้มีเงินออมเพิ่มพูนได้อย่างที่ตั้งใจ และสามารถแบ่งไปลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงให้ชีวิตได้ ท้ายสุดดิฉันขอแนะนำหนังสือ “เคล็ดลับสู่ความมั่งคั่ง” ที่รวบรวมแนวทางการออมและบริหารเงินไว้ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.ebooks. in.th/starttoinvest หรือจะเขียนไปขอที่ ก.ล.ต. ก็ได้เช่นกันค่ะ
“ก.ล.ต.อยากให้คนไทยลงทุนเพื่ออนาคต”







