
การจัดระเบียบวิทยุชุมชน
ในยุคปัจจุบันแม้ประชาชนจะมีช่องทางที่สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารตลอดจนความบันเทิงต่างๆ ได้หลากหลายขึ้นตามพัฒนาการของเทคโนโลยี แต่การฟังวิทยุในฐานะที่เป็นการสื่อสารทางเดียว ก็ยังเป็นช่องทางที่สำคัญและยังเป็นที่นิยมของผู้คนไม่เสื่อมคลาย จากสถานีวิทยุหลักทั้งในระบบ FM และ AM ไม่กี่สถานี ปัจจุบันมีสถานีวิทยุขนาดเล็กในการเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ของคนเฉพาะท้องที่หรือในท้องถิ่นที่เรียกว่า วิทยุชุมชน เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยสถานีวิทยุชุมชนคนแปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ถือเป็นวิทยุชุมชนแห่งแรกที่ได้รับอนุญาตให้ออกอากาศเมื่อปี พ.ศ. 2547
ในยุคปัจจุบันแม้ประชาชนจะมีช่องทางที่สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารตลอดจนความบันเทิงต่างๆ ได้หลากหลายขึ้นตามพัฒนาการของเทคโนโลยี แต่การฟังวิทยุในฐานะที่เป็นการสื่อสารทางเดียว ก็ยังเป็นช่องทางที่สำคัญและยังเป็นที่นิยมของผู้คนไม่เสื่อมคลาย จากสถานีวิทยุหลักทั้งในระบบ FM และ AM ไม่กี่สถานี ปัจจุบันมีสถานีวิทยุขนาดเล็กในการเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ของคนเฉพาะท้องที่หรือในท้องถิ่นที่เรียกว่า วิทยุชุมชน เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยสถานีวิทยุชุมชนคนแปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ถือเป็นวิทยุชุมชนแห่งแรกที่ได้รับอนุญาตให้ออกอากาศเมื่อปี พ.ศ. 2547
จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พบว่าปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุญาตให้ทดลองออกอากาศวิทยุชุมชนแบบชั่วคราวจำนวนกว่า 6,000 สถานี ขณะที่มีการประเมินกันว่าในความเป็นจริงประเทศไทยมีวิทยุชุมชนที่ออกอากาศในปัจจุบันอยู่ถึง 1 หมื่นสถานี ข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นว่ายังมีวิทยุชุมชนอีกประมาณ 4,000 สถานี ที่ออกอากาศโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามสถิติดังกล่าวถือได้ว่าประเทศไทยมีจำนวนสถานีวิทยุมากที่สุดในโลก
สาเหตุที่ทำให้ในปัจจุบันประเทศไทยมีสถานีวิทยุชุมชนจำนวนมากติดอันดับต้นๆ ของโลก ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมดูแลในช่วงปี พ.ศ. 2547 ก่อนที่จะมีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) หรือ กสทช. อย่างในปัจจุบันได้ออกกฎเกณฑ์ที่อนุญาตให้วิทยุชุมชนมีโฆษณาได้ 6 นาที ทำให้วิทยุชุมชนที่มีอยู่เพียง 140 แห่ง ในขณะนั้นเพิ่มจำนวนเป็น 6,000 แห่ง ภายใน 1 เดือน (ข้อมูลจากสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ หรือ สวชช.) นอกจากนี้ยังเกิดจากการปล่อยให้เกิดสถานีวิทยุชุมชนแฝงออกอากาศโดยเน้นเรื่องการเมืองและการค้าสามารถออกอากาศได้อย่างเสรี สถานีวิทยุชุมชนที่พยายามปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และเจตนารมณ์ที่แท้จริง จึงไม่อาจดำรงอยู่ได้ เพราะไม่มีทุนเพียงพอไปแข่งขันกับวิทยุชุมชนแฝง ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากแหล่งทุนขนาดใหญ่ได้ จนทำให้ในปัจจุบันนี้มีวิทยุชุมชนที่ดำเนินการตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมอยู่ไม่กี่สถานีเท่านั้น
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดเล็กใน กสทช. ได้กำหนดให้วันที่ 17 ม.ค. 2556 เป็นวันสุดท้ายที่ผู้ต้องการจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนสามารถยื่นขอรับใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุชุมชน เพื่อให้ผู้ได้รับใบอนุญาตนี้สามารถทดลองประกอบกิจการได้ในระหว่างที่ กสทช.กำลังทำการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ โดยจะต่อใบอนุญาตให้ปีต่อปี หากรายใดที่ไม่เคยฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ กสทช.จะต่อใบอนุญาตให้ทันทีอีก 1 ปี ซึ่งใบอนุญาตจะมีอยู่ 3 ประเภท คือ กิจการบริการสาธารณะที่ต้องเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานรัฐที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ โดยต้องมีผังรายการเป็นข่าวสารไม่น้อยกว่า 70% และไม่สามารถหารายได้จากโฆษณาได้ กิจการบริการชุมชนต้องมีผังรายการประเภทบริการชุมชน และข่าวสารไม่น้อยกว่า 70% และกิจการทางธุรกิจผู้ประกอบการต้องเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย มีผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 มีภูมิลำเนาในพื้นที่ให้บริการ และต้องมีรายการข่าวสารไม่น้อยกว่า 25% โดยอนุญาตให้หารายได้จากโฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ 12 นาทีครึ่ง
การที่ กสทช.ไม่เปิดให้สถานีวิทยุชุมชนทั้งหมดทำการยื่นขอรับใบอนุญาต เพื่อที่ กสทช.จะสามารถกำกับและควบคุมให้วิทยุชุมชนดำเนินการไปตามหลักการที่ถูกต้องได้นั้น อาจมีสาเหตุมาจากข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรัศมีการกระจายเสียงที่กำหนดไว้ไม่เกิน 20 กิโลเมตร เพื่อไม่ให้การส่งสัญญาณเกิดการรบกวนกันแล้ว ต้องใช้พื้นที่ประมาณ 8 ล้านตารางกิโลเมตร ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วประเทศไทยมีพื้นที่เพียง 5 แสนกว่าตารางกิโลเมตรเท่านั้น
การเกิดขึ้นของสถานีวิทยุชุมชนอย่างมากมาย จนทำให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงนั้น ทำให้เกิดปัญหาต่อสังคมเป็นอย่างมาก แม้ในปัจจุบัน กสทช.ได้กำหนดให้เครื่องส่งของวิทยุชุมชนมีกำลังส่งไม่เกิน 500 วัตต์ เสาอากาศมีความสูงจากพื้นไม่เกิน 60 เมตร และพื้นที่ในการกระจายเสียงมีรัศมีไม่เกิน 20 กิโลเมตร แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการจำนวนมากกลับใช้เสาอากาศที่มีความสูง และเครื่องส่งที่มีกำลังส่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ จนทำให้เกิดปัญหาคลื่นรบกวน ปัญหาที่กระทบต่อสุขภาพประชาชนในบริเวณที่มีการกระจายเสียง โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับระบบการสื่อสารและระบบนำร่องของเครื่องบิน ซึ่งจากข้อมูลของศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศที่ได้รับแจ้งจากนักบิน ปรากฏว่าในปี 2554 เกิดการรบกวนจากการส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุชุมชนถึง 1,781 ครั้ง ทำให้ทั้งสำนักงาน กสทช.และบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) ต้องทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกัน เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิทยุภาคพื้นดินรบกวนการสื่อสารการบิน เพราะปัญหาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการติดต่อสื่อสารระหว่างนักบินกับผู้ควบคุมการจราจรทางอากาศไม่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางการบินได้ ซึ่งนอกจากอาจทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินแล้วยังจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศชาติอีกด้วย
การเข้ามาดำเนินการจัดระเบียบวิทยุชุมชนที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก จึงถือเป็นบทบาทและภาระหน้าที่อันสำคัญของ กสทช.ที่จะทำให้สถานีวิทยุชุมชนทั่วประเทศดำเนินการอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอันเป็นผลมาจากการที่องค์กรกำกับดูแลที่ผ่านมาในอดีต ไม่ได้ทำการแบ่งประเภทของกิจการวิทยุชุมชนให้มีความชัดเจน รวมถึงไม่ควบคุมกำลังส่งของการออกอากาศ จนทำให้สังคมมองภาพลักษณ์ของวิทยุชุมชนไปในแง่ร้าย การจัดระเบียบวิทยุชุมชนจะเป็นการทำให้เจตนารมณ์ที่แท้จริงของวิทยุชุมชนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสื่อสู่ท้องถิ่น เพื่อการกระจายอำนาจได้เกิดขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและชุมชน อันจะเป็นรากฐานที่มั่นคงของสังคมประชาธิปไตยต่อไป







