
ผ่าผลกระทบนโยบายและกฏหมายในอาเซียน SMEs ไทย
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
แม้ว่าผู้ประกอบการรายกลางรายเล็ก หรือเอสเอ็มอีของไทย จะมีเวลาในการปรับตัว เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพิ่มขึ้นอีก 1 ปี จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องมีผลวันที่ 1 ม.ค. ขยับมาเป็นปลายปี 2558 แทน ดังนั้นสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในฐานะที่มีหน้าที่ดูแลและส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จึงได้ทำการศึกษาผลกระทบของนโยบายและกฎหมายของประเทศสมาชิกอาเซียนที่จะมีผลต่อเอสเอ็มอีไทย
โดยมีเป้าหมายเพื่อเสนอแนวทางกำหนดนโยบายและพัฒนากฎหมายไทยให้ทันกับเหตุการณ์ รวมทั้งเอื้อต่อการค้า การลงทุนของเอสเอ็มอีไทยในการเข้าสู่เออีซี ที่สำคัญเพื่อใช้เป็นข้อมูลที่จะนำไปสู่การเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และใช้เป็นโอกาสต่อการขยายธุรกิจในตลาดอาเซียน
อิสรา ภูมาศ ที่ปรึกษาสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้ศึกษาผลกระทบของนโยบายและกฎหมายของประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีต่อการประกอบธุรกิจของเอสเอ็มอีไทย รวมทั้งข้อเสนอแนะแนวทางในการกำหนดนโยบายและการพัฒนากฎหมายที่สำคัญของไทยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจของเอสเอ็มอีไทยในประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงปลายปี 2558
จากการศึกษาพบว่า บรูไน ประกาศแผนพัฒนาประเทศในระยะยาวฉบับแรก ที่เรียกว่า “วิสัยทัศน์บรูไนปี 2578” ตั้งเป้าหมายให้บรูไนติดท็อปเทนของประเทศที่มีรายได้ (จีดีพี) ต่อหัวสูงสุดในโลกภายในปี 2578 ด้วยการพึ่งพาน้ำมันเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมีนโยบายเปิดเสรีทางการค้า การลงทุนมากขึ้น โดยอนุญาตให้มีการลงทุนจากต่างประเทศเกือบทุกสาขา และอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ทุกสาขา ยกเว้นอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศและที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางด้านอาหารแห่งชาติ เช่น สาขาเกษตร ประมง และแปรรูปอาหาร ที่ต้องมีผู้ถือหุ้นในประเทศร่วมด้วยอย่างน้อย 30%
นอกจากนี้ รัฐบาลบรูไนยังให้ความสำคัญกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การลงทุนเกี่ยวกับการผลิตปิโตรเคมีขั้นปลาย แต่สิ่งที่เป็นข้อจำกัด คือ มาตรการเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะประเภทอาหารเนื้อสัตว์ ต้องเป็นสินค้าฮาลาลเท่านั้น ขณะที่ธุรกิจด้านอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม เครื่องมือแพทย์ เคมีภัณฑ์ พืชและสัตว์มีชีวิตยังต้องมีการขอใบอนุญาตนำเข้าอยู่
ขณะที่ประเทศกัมพูชาเพิ่งมีการปรับเปลี่ยนมาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ทำให้มีการเตรียมปฏิรูปทั้งโครงสร้างและเศรษฐกิจมหภาค มุ่งขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ปรับสภาพแวดล้อมในการลงทุน เพิ่มการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มการฝึกฝนความเป็นมืออาชีพ รวมทั้งสร้างเขตอุตสาหกรรมและเขตส่งออกที่มีโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่มีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศควบคู่ไปกับการรับความช่วยเหลือจากนานาชาติ
เนื่องจากกัมพูชาไม่สามารถผลิตสินค้าตอบสนองความต้องการภายในประเทศได้เพียงพอจึงต้องนำเข้าเป็นหลัก ทำให้มีนโยบายการค้าที่เสรี ไม่มีข้อกีดกันทางการค้า มีเพียงห้ามนำเข้าสินค้าบางประเภทที่กระทบกับความมั่นคง สุขอนามัย สิ่งแวดล้อม และการควบคุมสินค้าส่งออกที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนส่งออก เช่น ไม้ และผลิตภัณฑ์จากไม้และข้าว นอกจากนี้มีข้อกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าต้องชำระภาษีนำเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่นๆ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด
อินโดนีเซีย มีการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานและกระตุ้นการค้า การลงทุนภายในประเทศ โดยให้ความสำคัญการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและส่งเสริมการส่งออกสินค้าสำคัญ รวมทั้งปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อดึงดูดการลงทุน แต่ยังมีการปกป้องตลาดภายในประเทศ ด้วยการออกกฎระเบียบที่มีลักษณะกีดกันการนำเข้าและการจำหน่ายสินค้าจากต่างประเทศในสินค้า 5 กลุ่ม คือ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า สินค้า อิเล็กทรอนิกส์ และของเด็กเล่น ต้องนำเข้าเฉพาะท่าเรือและท่าอากาศยานที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อกันการนำเข้าผิดกฎหมาย
ด้านนโยบายการค้าการลงทุน เมื่อต้นปีอินโดนีเซียได้ให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่นักลงทุนใน 129 สาขา เช่น การเพาะปลูกพืช การทำเหมืองแร่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อิเล็กทรอนิกส์ ยา และอาหาร แต่ก็ยังมีการกำหนดมาตรการกีดกันทางการค้าหลายมาตรการ เช่น การห้ามนำเข้า การออกใบอนุญาตนำเข้า ด้านสุขอนามัย รวมถึงการขึ้นทะเบียนอาหารและยา
ลาว ใช้นโยบาย “จินตนาการใหม่” เน้นส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศมากขึ้น และเตรียมความพร้อมสำหรับการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ตั้งเป้าจะออกจากบัญชีรายชื่อประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดให้ได้ในปี 2563 ทำให้รัฐบาลมีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในหลายๆ เขต ส่งผลให้จะต้องมีการวางระบบสื่อสาร ระบบคมนาคมขนส่ง ระบบสายไฟฟ้า ฯลฯ แผนการพัฒนาระบบการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ แผนพัฒนาการทำเหมือง รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนเพื่อให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้
แม้รัฐบาลต้องการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ แต่นักลงทุนต่างชาติ ก็ยังเจอปัญหาการลงทุนในลาว เพราะระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานไม่เพียงพอ นโยบายของรัฐบาลกลางกับนโยบายของแต่ละแขวงยังไม่สอดคล้องกัน แรงงานที่มีทักษะและมาตรฐานยังมีน้อย โดยมีสินค้าห้ามนำเข้า 8 รายการ ได้แก่ ปืนและอาวุธสงคราม เมล็ดฝิ่น กัญชา โคเคนและส่วนประกอบ เครื่องมือหาปลาแบบดับศูนย์ เครื่องจักรดีเซลใช้แล้ว ตู้เย็น ตู้แช่ สินค้าใช้แล้ว ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ สารเคมีอันตราย สินค้าที่ห้ามส่งออกมีทั้งหมด 4 รายการ ฝิ่นและกัญชา ปืนและอาวุธ ไม้ซุงและวัตถุโบราณ นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่ต้องขออนุญาตนำเข้า 18 รายการ และอนุญาตส่งออกอีก 9 รายการ
มาเลเซีย เน้นการลงทุนที่มีการค้นคว้า วิจัยและเทคโนโลยีสูง ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า เพื่อพัฒนาประเทศตามศักยภาพที่แท้จริง และมีแนวคิดที่จะยกระดับเศรษฐกิจของมาเลเซียไปสู่ระดับประเทศที่มีรายได้สูง ภายใต้แผนพัฒนาปี 25512563 โดยกำหนดตัวนำทางเศรษฐกิจ 12 สาขา เช่น น้ำมัน ก๊าซและพลังงาน ปาล์มและน้ำมัน บริการทางการเงิน ท่องเที่ยว บริการทางธุรกิจ อิเล็กทรอนิกส์ ค้าส่งและค้าปลีก และการศึกษา เป็นต้น บริการสุขภาพ สื่อสารโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน เกษตร
นอกจากนี้ ยังเปิดเสรีภาคบริการด้วยการยกเลิกข้อบังคับที่ต้องมีชาวภูมิบุตรถือครองหุ้น 30% โดยอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ 100% อย่างไรก็ดีรัฐบาลมาเลเซียยังคงไว้ซึ่งอำนาจในการอนุมัติการลงทุนจากต่างชาติไว้ค่อนข้างสูง เพราะต้องการลดการพึ่งพาเศรษฐกิจจากภายนอก โดยเฉพาะสหรัฐและสหภาพยุโรป
พม่า มีนโยบายเปิดประเทศมากขึ้น ซึ่งรูปแบบการลงทุนที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล มี 2 รูปแบบ คือ 1.การลงทุนที่ชาวต่างชาติถือหุ้น 100% 2.การร่วมทุน ซึ่งแบ่งเป็น การร่วมทุนกับรัฐบาลพม่า โดยนักลงทุนต่างชาติสามารถเจรจาขอร่วมลงทุนได้มากกว่า 35% ของมูลค่าเงินลงทุนรวมและการร่วมทุนกับเอกชนพม่า ซึ่งนักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนในสัดส่วนน้อยกว่า 35% นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ แต่ความไม่มั่นคงในด้านนโยบายและกฎระเบียบ ความเข้มงวดต่อการทำธุรกรรมทางการเงินของบริษัทต่างชาติ ระบบโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
ฟิลิปปินส์ เน้นการบริโภคในประเทศและยังให้ความสำคัญต่อการเร่งรัดพัฒนาภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะการเพิ่มผลผลิตข้าวให้เพียงพอต่อการบริโภค และลดการนำเข้า รวมทั้งมีนโยบาย เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนโดยการอำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการดำเนินธุรกิจให้มีความสะดวกรวดเร็วขึ้นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น การก่อสร้าง รถไฟฟ้า ท่าอากาศยาน และพลังงาน แต่มาตรการที่จะเป็นอุปสรรคทางการค้าที่สำคัญ เช่น การอนุญาตนำเข้า การห้ามนำเข้า การตอบโต้การทุ่มตลาด การปกป้อง และการสุขอนามัยพืชและสัตว์
สิงคโปร์ จากข้อจำกัดทั้งในด้านขนาดของพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลสิงคโปร์จึงให้ความสำคัญกับภาคการค้าและบริการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยสนับสนุนและส่งเสริมการอำนวยความสะดวก ทั้งด้านการค้า การลงทุน การเงิน ระบบสาธารณูปโภค ระบบการคมนาคมขนส่ง รวมทั้งมีท่าเรือน้ำลึกและการบริหารจัดการที่รวดเร็ว ส่งผลให้สิงคโปร์คงความเป็นตลาดเสรี เป็นศูนย์กลางของธุรกิจโลก ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการเงิน และมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากมายกับนักลงทุนต่างชาติและส่งเสริมให้ไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเพียง 17% และใช้ระบบ Single Tier System คือจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลถือเป็นภาษีสุดท้าย เป็นต้น
อย่างไรก็ดี รัฐบาลสิงคโปร์ไม่อนุญาตให้ต่างชาติลงทุนธุรกิจด้านกฎหมาย การประกอบอาชีพทนายความ กิจการที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้รัฐบาลสิงคโปร์มีความเข้มงวดกับมาตรการสุขอนามัยของสินค้าที่นำเข้าเพื่อจำหน่ายและบริโภคในสิงคโปร์มาก ส่วนปัญหาและอุปสรรคทางการค้าของไทย คือ รัฐบาลสิงคโปร์อนุญาตให้แรงงานไทยเข้าไปทำงานในภาคบริการ ทั้งในระดับวิชาชีพและระดับบริหาร ใบอนุญาตทำงานสำหรับแรงงานฝีมือระดับกลาง และใบอนุญาตทำงานประเภทกึ่งฝีมือและแรงงานมีฝีมือน้อยใน 3 สาขา คือ ก่อสร้าง อู่ต่อเรือ และงานรับใช้ในบ้าน แต่ไม่อนุญาตให้ทำงานในการผลิตและบริการ
ประกาศใช้นโยบายทางเศรษฐกิจ“โด่ย เหมย”โดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 10 ปี (2554-2563) ตั้งเป้าที่จะทำให้เวียดนามเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ทันสมัยภายในปี 2563 ผ่านยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ 6 ประการ เพื่อยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การกระจายอำนาจบริหารแก่ภาคธุรกิจและท้องถิ่น ระบบเศรษฐกิจเสรี อัตราการแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยเป็นไปตามกลไกตลาด ให้สิทธิครอบครองที่ดินในระยะยาวและเสรีการซื้อขายสินค้าเกษตร เพิ่มบทบาทภาคเอกชน เปิดเสรีการลงทุนด้วยการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบทางการค้าและการลงทุนให้คล่องตัวขึ้น โดยกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขึ้น และปรับเปลี่ยนนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ จากกิจการร่วมทุนมาเป็นกิจการที่ลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมดมากขึ้น
ภาคธุรกิจที่รัฐบาลเวียดนามให้การสนับสนุน ได้แก่ การท่องเที่ยว การขนส่ง โลจิสติกส์และการบริการท่าเรือ และภาคการเกษตร รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ นอกจากนี้เวียดนามยังเตรียมการปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีอย่างจริงจังเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่เออีซี ทั้งนี้มาตรการที่อาจกระทบต่อไทย คือ ระเบียบการควบคุมความปลอดภัยด้านอาหารสำหรับสินค้าอาหารที่มีแหล่งกำเนิดจากพืช เนื่องจากครอบคลุมผลไม้สดของไทย
การให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีให้รู้และเข้าใจถึงโอกาสและอุปสรรคในการทำธุรกิจแต่ละประเทศนั้น ถือเป็นอาวุธสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเจาะตลาดเพื่อนบ้านนั้น ดังคำที่ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง







