
บลจ.ยูโอบีทะลุเป้าสินทรัพย์โต23%
บลจ.ยูโอบี เฮ! สินทรัพย์โต 23% ทะลุเป้าหมาย มองหุ้นยังสดใส เชื่อสัปดาห์นี้นักลงทุนเข้าซื้อ LTF-RMF
บลจ.ยูโอบี เฮ! สินทรัพย์โต 23% ทะลุเป้าหมาย มองหุ้นยังสดใส เชื่อสัปดาห์นี้นักลงทุนเข้าซื้อ LTF-RMF
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานของบริษัทในปี 2555 เติบโตได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ระดับ 20% โดยปัจจุบันสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท จากสิ้นปี 2554 อยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็นเติบโต 23%
“ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ดีมาก เราเติบโตได้เกินเป้า โดยหลักๆ มาจากธุรกิจกองทุนรวม ขณะที่กองทุนส่วนบุคคลก็มีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น” นายวนา กล่าว
ทั้งนี้ ณ วันที่ 14 ธ.ค. 2555 บริษัทมีสินทรัพย์ในส่วนของกองทุนรวม 6.39 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.18 หมื่นล้านบาท จากสิ้นปีที่ผ่านมามีมูลค่าสินทรัพย์ 5.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 22.84%
กองทุนส่วนบุคคล มีสินทรัพย์ ณ วันที่ 30 พ.ย. อยู่ที่ 6,285.32 ล้านบาท เติบโต 12.32% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 5,595.83 ล้านบาท ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ณ วันที่ 31 ต.ค. 2555 อยู่ที่ 9,727.42 ล้านบาท เติบโต 5.48% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 9,222 ล้านบาท
นายวนา กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาบริษัทพยายามออกกองทุนรวมที่เข้าใจง่ายและเสนอขายง่าย เพื่อขยายฐานลูกค้าในกลุ่มธนาคารยูโอบี เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนทริกเกอร์ ฟันด์ ลงทุนในหุ้นตั้งเป้าหมายผลตอบแทนชัดเจน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2556 แนวโน้มอุตสาหกรรมกองทุนรวมยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากปีนี้ที่ถือว่าเป็นปีทองของกองทุนรวม เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำเป็นปัจจัยหนุนให้คนแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
สำหรับตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นสูงต่อเนื่อง อาจทำให้นักลงทุนลังเลที่จะลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แต่เชื่อว่าสัปดาห์สุดท้ายนักลงทุนจะเข้ามาซื้อเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี อีกทั้งแนวโน้มตลาดหุ้นปีหน้ายังมีทิศทางเป็นบวก โดยพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวในระดับปานกลาง มีปัจจัยหนุนจากการใช้จ่ายของภาคเอกชน ทั้งการบริโภคและการลงทุน อันเนื่องมาจากการผลิตเพื่อการขายภายในประเทศ จากตัวเลขดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) เดือน ต.ค. เพิ่มขึ้น 5.4% ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ
นอกจากนี้ คาดว่าจะมีกระแสเงินไหลเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นในภูมิภาคและตลาดหุ้นไทย
นายวนา กล่าวว่า สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนเพื่อประหยัดภาษีในช่วงสุดท้ายของปีบริษัทมีกองทุน LTF และ RMF ที่หลากหลายนโยบาย เพื่อรองรับความต้องการและความเสี่ยงของนักลงทุนที่แตกต่างกัน
“ที่ผ่านมานอกจากปัจจัยเศรษฐกิจที่สนับสนุนเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในตลาดหุ้นแล้ว แนวทางการบริหารกองทุนของบริษัทที่คัดเลือกหุ้นพื้นฐานดี มีราคาที่เหมาะสมและปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนตามความเหมาะสมของภาวะตลาดในช่วงเวลานั้นๆ ส่งผลให้กองทุนที่ลงทุนในหุ้นสร้างอัตราผลตอบแทนได้เป็นที่น่าพอใจ ติด 1 ใน 10 อันดับแรกของกองทุนประเภทเดียวกัน” นายวนา กล่าว
กองทุนเปิดยูโอบี หุ้นระยะยาว (UOBLTF) ให้ผลตอบแทน 37.46% ขณะที่กองทุนเปิดยูโอบี ตราสารทุน เพื่อการเลี้ยงชีพ (UOBEQRMF) อยู่ที่ 41.83%
นายวนา กล่าวว่า สำหรับการเข้าซื้อ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ของ บลจ.ยูโอบี (สิงคโปร์) ยังอยู่ในกระบวนการ คงต้องรอทางสิงคโปร์ว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะปัจจุบัน บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ถือหุ้นโดยธนาคารยูโอบีทั้ง 100%







