
รัฐรื้อใหญ่ภาษีบุคคล-รถยนต์
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2555 มีมติเห็นชอบมาตรการปรับโครงสร้างภาษีสำคัญ
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2555 มีมติเห็นชอบมาตรการปรับโครงสร้างภาษีสำคัญ
ได้แก่ 1.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2.การยื่นเสียภาษีเงินได้ของสามีภรรยา 3.การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์
โดยโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากำหนดเป็นขั้นบันได 5% 10% 20% 25% 30% 35% ทำให้ผู้มีรายได้ 4 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1 หมื่นราย เสียภาษีลดลงจากเดิม 37% เหลือแค่ 35% ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้มีเงินได้ 5-7.5 แสนบาท ที่เดิมเคยเสียภาษีอัตรา 20% เสียภาษีแค่ 15% และผู้มีเงินได้ 12 ล้านบาท ที่เดิมเสียภาษี 30% เสียภาษีแค่ 25% ซึ่งอัตราภาษีใหม่ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในปีภาษี 2556 ที่ยื่นรายการในปี 2557 เบื้องต้นคาดว่าอัตราเก็บภาษีใหม่นี้ จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีงบประมาณ 2556 ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติให้เก็บอัตราภาษีคณะบุคคลเพิ่มเป็น 20% ของรายได้ก่อนหักรายจ่าย จากเดิมที่เก็บเพียง 10% และยังเปิดให้ภรรยาสามารถยื่นรายการเสียภาษีต่างหากจากสามีได้
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ครม.มีมติให้กำหนดใหม่ โดยให้เก็บตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากเดิมที่จัดเก็บภาษีจากปริมาตรความจุกระบอกสูบที่คิดเป็นซีซี โดยให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 เป็นต้นไป ซึ่งอัตราภาษีใหม่มีผลทำให้รถยนต์และรถปิกอัพราคาเพิ่มขึ้น 1 หมื่น1.2 แสนบาทต่อคัน
กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีต รมว.คลัง มองว่าการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาใหม่นั้นถึงจะลดภาระภาษีให้ประชาชน แต่ก็ลดอัตราภาษีให้ผู้มีเงินเดือนสูงสุดด้วย ทำให้ความเหลื่อมล้ำมีมากขึ้น และคนรวยได้ประโยชน์จากนโยบายภาษีรัฐซ้ำแล้วซ้ำอีก เนื่องจากเมื่อช่วงต้นปีรัฐบาลลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 25% และปีหน้าจะลดเหลือ 20% แล้ว ดังนั้นรัฐบาลควรผลักดันภาษีที่ดิน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ออกมาเตือนเรื่องหนี้สาธารณะปีหน้าอาจจะแตะ 50% ของจีดีพี หากรัฐบาลยังดำเนินโครงการประชานิยมไม่ยอมหยุด เนื่องจากเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวอย่างเดียว ก็ทำให้ขาดทุนแล้วถึง 1.5 แสนล้านบาท และยังต้องใช้เงินรับจำนำรอบใหม่อีก 4.5 แสนล้านบาท
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมาเป็นห่วงหนี้ครัวเรือนและสินเชื่อบุคคลที่ขยายตัวในอัตราสูง ซึ่งเริ่มผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ให้กู้สนองนโยบายรัฐบาล
โครงการรถคันแรกของรัฐบาลยอดประชาชนใช้สิทธิทะลุ 1 ล้านคันแล้ว เป็นเงินที่ต้องจ่ายคืนกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท คาดว่าถึงสิ้นปีวันที่ 31 ธ.ค. 2555 จะมีผู้ใช้สิทธิขอคืนเงินถึง 1.2 ล้านคัน
สำหรับเทศกาลปีใหม่ 2556 ธปท. เตรียมสำรองธนบัตรชนิดต่างๆ ไว้รองรับความต้องการเบิกจ่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 สูงถึง 6 แสนล้านบาท ขณะที่ธนาคารกรุงเทพสั่งสำรองเงินสด 4 หมื่นล้านบาท ธนาคารไทยพาณิชย์สำรองเงินสดรวม 4.85 หมื่นล้านบาท ธนาคารกรุงไทย 5.75 หมื่นล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย 4.05 หมื่นล้านบาท
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำรองเงินสด 8,000 ล้านบาท ธนาคารทหารไทย 8,800 ล้านบาท และธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย 1,300 ล้านบาท นอกจากจะสำรองเงินสดเต็มที่แล้ว ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งต่างสั่งการให้แผนกไอทีของธนาคารทำงานล่วงเวลา เพื่อป้องกันระบบเอทีเอ็มล่มในวันหยุดด้วย







