
ตั้ง3กก.ดันไทยขึ้นฮับการบิน
ศึกษาศูนย์ซ่อมผลิตชิ้นส่วนพัฒนาบุคลากรสรุปก.พ.ปีหน้า
ศึกษาศูนย์ซ่อมผลิตชิ้นส่วนพัฒนาบุคลากรสรุปก.พ.ปีหน้า
“ชัชชาติ” ตั้งกรรมการ 3 ชุด ศึกษาความเป็นไปได้ ทำศูนย์ซ่อมและผลิตชิ้นส่วน พร้อมเทรนนิงบุคลากรการบินสนองตลาดโลก สั่งสรุปรายงานภายในเดือนก.พ.56
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมนิคมอุตสาหกรรมการบิน ว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 3 ชุด เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการสนับสนุนกิจการด้านการบินเพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคนี้ โดยคณะกรรมการทั้งหมดจะต้องศึกษารายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำศูนย์ซ่อม การผลิตชิ้นส่วนและการฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการบินทั้งหมด และกลับมารายงานให้ทราบภายใน 2 เดือน หรือเดือน ก.พ. 2556
สำหรับคณะกรรมการด้านแผนแม่บท ในส่วนบริษัท การบินไทย ได้รายงานว่ามูลค่าจากอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจะเติบโต 3.9% คิดเป็นเงินกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6 ล้านล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคเอเชียเติบโต 5.7% แต่ไทยมีส่วนแบ่งจากอุตสาหกรรมการบินเพียงปีละ 800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.4 หมื่นล้านบาท โจทย์ของการบินไทยคือต้องคิดวางแผนแม่บทและขยายรูปแบบอุตสาหกรรมด้านช่างซ่อม รวมทั้งคิดรูปแบบการบริหารจัดการในภาพรวมมาด้วย
นายชัชชาติ กล่าวว่า ในส่วนของคณะกรรมการเทรนนิง ซึ่งสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) ต้องร่วมมือกับเอกชนเพื่อประสานความร่วมมือด้านการจัดแผนการศึกษาและฝึกอบรมผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการด้านการบิน ทั้งช่างซ่อม นักบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เป็นต้น ซึ่งคาดว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า จะต้องใช้บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการบินถึง 2 แสนคน หรือใช้เงินในการฝึกอบรมกว่า 4 แสนล้านบาท
“คณะกรรมการเทรนนิ่งซึ่งมีเอกชนเข้าร่วมประชุมได้ให้ข้อมูลว่า คู่แข่งของไทย ได้แก่ อินเดีย แต่มีปัญหาเรื่องการทางราชการที่ยุ่งยาก ขณะที่จีนมีปัญหาเรื่องการสิทธิทางอากาศ ซึ่งทหารเป็นผู้ควบคุมดูแล ดังนั้น ไทยจึงมีโอกาสที่จะพัฒนาเรื่องเทรนนิ่งได้ดีที่สุด” นายชัชชาติ กล่าว
นอกจากนี้ คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นส่วนด้านอุตสาหกรรมการบินจะต้องมีการประสานงานร่วมกับกรมการบินพลเรือน บีโอไอ การนิคมอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อหารือเรื่องเอกสิทธิ์ที่จะให้นักลงทุนต่างชาติด้านการบินเข้ามาลงทุนผลิตชิ้นส่วนในไทยให้มากที่สุด ซึ่งทางสิงคโปร์ให้สิทธิพิเศษทางภาษี 15 ปี ขณะที่ไทยให้เพียง 8 ปี ดังนั้น ต่อไปต้องมีการทบทวนเรื่องนี้ รวมทั้งจะต้องวางแผนเรื่องอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนที่ผลิตเครื่องบิน อะไหล่เครื่องบินด้วย
นอกจากนี้ ยังได้ให้ สบพ.ไปพิจารณาการจัดหาพื้นที่เพื่อทำนิคมอุตสาหกรรมการบิน โดยมีทั้งสนาม บินนครราชสีมา อู่ตะเภา ตาคลี และกำแพงแสน โดย สบพ.จะต้องศึกษารายละเอียดร่วมกับ กนอ. โดยต้องเปิดรับฟังเอกชนที่เกี่ยวข้องในการผลิตชิ้นส่วนเครื่องบิน ซึ่งต่อไปอาจจะให้พื้นที่การผลิตเป็นฟรีโซนหรือเขตปลอดภาษี เพื่อลดความยุ่งยากในการดำเนินงาน
“ขณะนี้พบว่าญี่ปุ่นเริ่มขยายฐานการผลิตด้านชิ้นส่วนทางการบินมาผลิตในไทย ซึ่งรัฐบาลควรให้สิทธิพิเศษด้านภาษีเพื่อจูงใจเอกชนให้เข้ามามากที่สุด เพราะอุตสาหกรรมการบินเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเครื่องยนต์” นายชัชชาติ กล่าว







