
ถิรไทยคว้างานซีเกมส์พม่า300ล.
“ถิรไทย” คว้างาน พม่า 300 ล้านบาท รับงานซีเกมส์ ส.ค. 56 ตั้งเป้า 5 ปี รายได้แตะ 5,000 ล้านบาท
“ถิรไทย” คว้างาน พม่า 300 ล้านบาท รับงานซีเกมส์ ส.ค. 56 ตั้งเป้า 5 ปี รายได้แตะ 5,000 ล้านบาท
นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ถิรไทย (TRT) เปิดเผยว่า บริษัทมีนโยบายขยายงานไปยังต่างประเทศโดยให้ความสนใจการเจาะตลาดในกลุ่มอาเซียน 3 ประเทศหลัก คือ พม่า อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพราะทั้ง 3 ประเทศอยู่ในช่วงของการเติบโต รองลงมาจะเป็นกลุ่มประเทศลาว เขมร และบรูไน
ขณะนี้มีโอกาสสูงว่าบริษัทจะได้รับงาน มูลค่า 300 ล้านบาท กรณีพม่าเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่เมืองเนย์ปิดอว์ แบ่งเป็นงานผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า 200 ล้านบาท และผลิตตู้คอนเทนเนอร์ น็อกดาวน์ สำหรับเป็นที่พักนักกีฬา จำนวน 200 ยูนิต มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท
“แผนการรุกตลาดต่างประเทศในเบื้องต้นจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการผลิตและส่งออกไปยังประเทศต่างๆ หากในอนาคตมีความต้องการมากขึ้น ค่อยพิจารณาเข้าไปลงทุนเป็นลำดับต่อไป ซึ่งขึ้นอยู่กับโอกาส ความเหมาะสมและการหาพันธมิตร” นายสัมพันธ์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเพิ่มกำลังการผลิต โดยใช้เงินจากการออกหุ้นกู้ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตหม้อแปลง ขนาดเล็กเพิ่มอีก 50% เป็น 1,500 MVA ต่อปี และหม้อแปลงขนาดใหญ่อีก 60% เป็น 8,000 MVA ต่อปี และขยายกำลังการผลิตงานเหล็ก จาก 5,000 ตันต่อปี ให้เป็น 1 หมื่นตันต่อปี กำลังการผลิตใหม่น่าจะเข้ามาในช่วงปลายปี 2556 และเพียงพอต่อการรุกงานต่างประเทศ
ทั้งนี้ เงินลงทุนดังกล่าวจะสร้างโอกาสการเติบโตของบริษัทในระยะ 4 ปี ข้างหน้าหรือภายในปี 2559 รายได้แตะระดับ 5,000 ล้านบาท หรือโตในอัตรา 20-25% ต่อปี ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้งานจากต่างประเทศ งานภาครัฐ และภาคเอกชนในประเทศจะอยู่ในอัตราส่วน 1 ใน 3 หรือในระดับ 33%
นายสัมพันธ์ กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2559 แตะ 5,000 ล้านบาท หรือเติบโตปีละ 20-25% ตามกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ 33%
สำหรับช่วงที่เหลือปีนี้บริษัทจะเข้าร่วมประมูลงาน 3,600 ล้านบาท เป็นงานภาครัฐ 1,800 ล้านบาท เอกชนในประเทศ 900 ล้านบาท ตลาดส่งออก 500 ล้านบาท คาดว่าบริษัทจะได้รับงานประมูล 2025% ขณะนี้มีงานในมือ 1,300 ล้านบาท
ด้านราคาหุ้น TRC ล่าสุดปิดที่ 7.10 บาท ลดลง 0.15 บาท หรือ 2.07% มูลค่าการซื้อขายเพียง 15 ล้านบาท







