
ขู่ย้ายฐานผลิตรถไฮบริดไปมาเลเซีย
ค่ายรถปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์เพิ่มเติม ขอเตรียมตัวเพิ่มเป็น 5 ปี มองมีโอกาสย้ายฐานผลิตรถไฮบริดไปซบมาเลเซีย จากปัจจัยได้ประโยชน์ทางภาษี 0%
ค่ายรถปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์เพิ่มเติม ขอเตรียมตัวเพิ่มเป็น 5 ปี มองมีโอกาสย้ายฐานผลิตรถไฮบริดไปซบมาเลเซีย จากปัจจัยได้ประโยชน์ทางภาษี 0%
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ได้แจ้งไปยังบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทุกบริษัท ให้ดำเนินการสรุปความเห็นเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งผ่านความเห็นชอบร่างภาษีดังกล่าว ไปเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเสนอไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐไม่มีการรับฟังความเห็นของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีดังกล่าวแต่อย่างใด
การปรับโครงสร้างอัตราภาษีที่ผ่านมานั้น เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้เชื้อเพลิง น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ดีในการให้การสนับสนุนพลังงานทางเลือกชนิดดังกล่าว
ทั้งนี้ ยังมีเรื่องที่น่าเป็นห่วง คือ การปรับขึ้นอัตราภาษีในส่วนของรถยนต์ไฮบริด ที่มีขนาดเครื่องยนต์เกิน 2,000 ซีซี และปล่อยค่าไอเสีย (Co2) เกินกว่า 150 กรัม/ กม. ต้องเสียภาษีเพิ่มจาก 10% เป็น 20% นั้น มีความเป็นไปได้สูง ที่บริษัทผู้ผลิตรถไฮบริดจะย้ายฐานการผลิตเฉพาะรถยนต์ไฮบริดไปผลิตที่ประเทศมาเลเซียแทน เนื่องจากที่มาเลเซียให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีของรถยนต์ไฮบริด โดยเสียภาษีเพียง 0%
อย่างไรก็ตาม อยากเสนอให้รัฐบาลยืดระยะเวลาการเตรียมความพร้อม จากที่ประกาศให้มีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2559 หรือ 3 ปีนับจากนี้ ขยายเป็น 5 ปีนับจากวันที่มีการออกกฎกระทรวงให้มีผลบังคับใช้
“อยากให้รัฐบาลคงความมั่นคงในการดำเนินนโยบายการสนับสนุนพลังงานทางเลือก และอยากให้รัฐบาลให้ความเป็นธรรมกับทุกบริษัท แต่ขณะนี้คงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ในหลักการ แต่ในรายละเอียดมองว่ามีความเป็นไปได้ในการเพิ่มเติมบางส่วนที่สะท้อนจากความเห็นของผู้ผลิตเข้าไปได้ เนื่องจากขั้นตอนหลังผ่านการพิจารณาของที่ประชุม ครม.แล้วนั้น จะต้องมีการประกาศจากกรมสรรพสามิตในการออกกฎกระทรวงต่อไป”นายศุภรัตน์ กล่าว







