
เตือนสติเจ้าของรถคันแรก
นโยบายรถคันแรกของรัฐบาล ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างมาก มียอดจองกว่า 8 หมื่นคัน ซึ่งกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ได้เปิดให้ไปยื่นคำขอใช้สิทธิภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2555 หลังจากนโยบายของรัฐบาลประสบความสำเร็จเรื่องยอดการจองรถแล้ว สถาบันการเงินที่พิจารณาสินเชื่อห่วงเรื่องเกี่ยวกับการผ่อนชำระ เพราะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ส่งผลให้ผิดนัดชำระในอนาคต
นโยบายรถคันแรกของรัฐบาล ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างมาก มียอดจองกว่า 8 หมื่นคัน ซึ่งกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ได้เปิดให้ไปยื่นคำขอใช้สิทธิภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2555 หลังจากนโยบายของรัฐบาลประสบความสำเร็จเรื่องยอดการจองรถแล้ว สถาบันการเงินที่พิจารณาสินเชื่อห่วงเรื่องเกี่ยวกับการผ่อนชำระ เพราะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ส่งผลให้ผิดนัดชำระในอนาคต
มีท่านผู้อ่านสอบถามมาเกี่ยวกับเรื่องนโยบายการคืนภาษีรถยนต์คันแรก และปัญหาที่จะตามมาสำหรับผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันมีอะไรบ้าง ที่ควรจะให้คำแนะนำไว้เป็นข้อเตือนใจ สำหรับผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน ทนายคลายทุกข์ โดยตัวผมเองในฐานะวิทยากรฝึกอบรมนักทวงหนี้ของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะหนี้ที่เกี่ยวกับเช่าซื้อรถยนต์ ขอให้ข้อเตือนใจกับผู้เช่าซื้อรถยนต์เป็นข้อๆ ดังนี้
1.ปัญหาเกี่ยวกับตัวผู้เช่าซื้อ
ตามหลักสินเชื่อ การปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จะต้องคำนึงถึงหลัก 3’P 5’C อธิบายย่อๆ มีดังนี้
หลัก 3’P
1.วัตถุประสงค์ (Purpose)
2.การชำระคืน (Payment)
3.การป้องกันความเสี่ยง (Protection)
หลัก 5’C
1.อุปนิสัยของลูกค้า (Character)
2.ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity)
3.เงินทุน (Capital)
4.หลักประกัน (Collaterals)
5.สถานการณ์ (Condition)
2.ผู้เช่าซื้อรถยนต์คันแรก
ส่วนใหญ่เป็นพวกที่เกิดความต้องการซื้อ โดยมีมูลเหตุจูงใจจากนโยบายของรัฐบาลเสียส่วนใหญ่ เพราะซื้อรถในราคาถูก ประหยัดไปคันละ 8 หมื่น1 แสนบาท ตามหลักสินเชื่อแล้วทำให้มีข้อที่น่าห่วงใยว่า ผู้เช่าซื้อเหล่านี้อาจมีความสามารถในการชำระหนี้ไม่เพียงพอตามหลักสินเชื่อ และวัตถุประสงค์ที่ต้องการซื้อรถเพื่อให้ได้เงินได้ทองมา นำไปชำระค่างวด ส่วนใหญ่ซื้อมาเพื่อความสะดวกสบายในชีวิต ดังนั้นเท่ากับว่าเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้มากขึ้น อาจมีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคตได้
3.ค่าน้ำมันรถ
เมื่อมีรถโดยเฉพาะพวกที่ไม่เคยมีรถมาก่อน ก็มักจะเห่อของใหม่ ชีพจรลงเท้า อยู่บ้านไม่ติด ต้องออกนอกบ้านทุกวัน ทุกครั้งที่ล้อหมุนต้องเสียค่าน้ำมันรถลิตรละเกือบ 40 บาท อยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องวิ่งออกไปเสียเงินค่าน้ำมัน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้เช่าซื้อต้องคิดทุกครั้งที่สตาร์ตรถ
4.ค่าดูแลรักษา
รถทุกคันไม่ว่าทั้งใหม่และเก่า ต้องเสียค่าบำรุงรักษาสารพัดอย่าง เช่น น้ำมันเครื่อง อุปกรณ์ล้างรถ ขัดสีรถ เช็กระยะตามหลักกิโลเมตร เปลี่ยนยาง อะไหล่ ตามอายุการใช้งาน เป็นต้น
5.อุบัติเหตุ
กลุ่มลูกค้ารถคันแรกส่วนใหญ่มักจะห้าว มือใหม่หัดขับ มือไม่ถึงแต่ใจถึง ชอบเปลี่ยนช่องทางเดินรถกะทันหัน เลี้ยวรถไม่เปิดสัญญาณไฟ เก้ๆ กังๆ ขับรถคร่อมเลน ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เสียค่าซ่อม หรือไม่ก็อาจถูกกระทืบ หรืออาจถูกยิงตายได้ เพราะความเฟอะฟะ อันนี้ก็เป็นเรื่องน่าห่วง
6.ประกันภัย
รถใหม่ป้ายแดง ไฟแนนซ์ทุกยี่ห้อก็บังคับให้ต้องทำประกันภัยชั้น 1 ถึงแม้ปีแรกจะแถมประกันฟรี แต่ปีต่อมาก็ต้องจ่าย เสียค่าเบี้ยปีละประมาณ 2 หมื่นบาท ก็โดนซ้ำเติมโดยประกันภัยเข้าไปอีก
7.การผ่อนชำระค่างวด
ต้องผ่อน 5 ปี แต่ละงวดๆ ประมาณ 1 หมื่นบาท เงินที่เอามาผ่อนก็คือเงินเดือน ซึ่งตามปกติก็หนี้สินมากอยู่แล้ว ไม่ค่อยจะพอกัน ต้องเจียดให้รถคันแรกอีก และการผ่อนชำระต้องผ่อนเป็นประจำทุกเดือนเป็นระยะเวลานาน หากโชคร้ายผู้ผ่อนชำระหนี้ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างไปเถียงนายจ้าง อาจถูกเลิกจ้างกะทันหัน หรือไม่หากบริษัทนายจ้างมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจต้องปิดโรงงาน ทำให้ต้องว่างงานกะทันหัน รายได้ก็ไม่มี ในยุคปัจจุบันถ้าถูกเลิกจ้าง อายุ 35 ปีขึ้นไป จะหางานยาก เพราะนายจ้างก็ต้องมองว่าเป็นพวกดื้อรั้น ยุ่งยากในการพัฒนา ดังนั้นเมื่อว่างงานก็ไม่มีเงินมาจ่ายค่างวด หลังจากนั้นก็จะถูกดำเนินคดีฟ้องร้องทางแพ่ง
สุดท้ายนี้ ขอเตือนคนที่หลวมตัวเป็นผู้เช่าซื้อรถคันแรกไปแล้วว่า อย่าเสียใจ จงภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเองตัดสินใจไป แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า รถคือค่าใช้จ่าย ดังนั้นจะต้องเอารถไปทำมาหากิน หาเงินหาทอง หารายได้มาชำระค่างวดให้ครบ 5 ปี และขออวยพรให้ทุกคนผ่อนหนี้ได้จนครบ 5 ปี นะครับ







