
บาเซล 3 ไม่มีผลกับกลุ่มธนาคาร
เกณฑ์บาเซล 3 (Basel III) ที่จะมีผลบังคับใช้กับธนาคารพาณิชย์ในวันที่ 1 ม.ค. 2556 คาดว่าไม่กระทบต่อกลุ่มธนาคารเพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้มงวดเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น เป็นผลให้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เกียรตินาคิน ยังให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มนี้มากกว่าตลาด
เกณฑ์บาเซล 3 (Basel III) ที่จะมีผลบังคับใช้กับธนาคารพาณิชย์ในวันที่ 1 ม.ค. 2556 คาดว่าไม่กระทบต่อกลุ่มธนาคารเพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้มงวดเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น เป็นผลให้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เกียรตินาคิน ยังให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มนี้มากกว่าตลาด
เกณฑ์ Basel III เป็นเกณฑ์ที่ออกโดย Basel Committee on Banking Supervision (BCBS) เพื่อปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลเงินกองทุน และการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของสถาบันการเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเกณฑ์นี้มีประเด็นสำคัญดังนี้
การกำหนดความเพียงพอของเงินกองทุน ซึ่งเป็นการปรับปรุงจากหลักการของ Basel II โดยเน้นความสำคัญในเรื่องคุณภาพของเงินกองทุนมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้ดำรงเงินกองทุนเพิ่มเติมรองรับเผื่อในยามวิกฤตด้วย
การกำกับดูแลความเสี่ยงทางด้านสภาพคล่องของสถาบันการเงินโดยกำหนดอัตราส่วนทางด้านนี้เพื่อให้ผู้กำกับดูแลใช้เป็นเครื่องมือในการวัดสภาพคล่องของสถาบันการเงิน
การกำกับดูแลการขยายตัวของสถาบันการเงินโดยกำหนดอัตราส่วนเงินกองทุนเพื่อเปรียบเทียบกับปริมาณธุรกิจกับสถาบันการเงิน
เกณฑ์ใหม่ไม่แตกต่าง
ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ไทยถูกควบคุมภายใต้เกณฑ์ Basel II ซึ่งกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงเงินกองทุนทั้งสิ้น 8.5% โดยต้องเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ไม่ต่ำกว่า 4.25% ส่วนเกณฑ์ใหม่ตาม Basel III นั้นยังกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงเงินกองทุนทั้งสิ้น 8.5% เท่าเดิม แต่ไปเพิ่มสัดส่วนของเงินกองทุนชั้นที่ 1 มากขึ้น โดยเพิ่มเป็น 6% และให้ความสำคัญกับส่วนประกอบของเงินกองทุนชั้นที่ 1 มากขึ้น โดยกำหนดให้เงินกองทุนชั้นที่ 1 ต้องเป็นส่วนของเจ้าของ (CET–Common Equity Tier 1) ไม่ต่ำกว่า 4.5%
ธนาคารไทยมีเงินกองทุนเกิน
การนำเกณฑ์ Basel III มาใช้จะไม่กระทบกับกลุ่มธนาคาร เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันมีเงินกองทุนเกินกว่าเกณฑ์ที่กำลังจะนำมาใช้ทั้งหมด โดยกลุ่มธนาคารที่เราทำการศึกษามีเงินกองทุนทั้งสิ้นเฉลี่ย 11.1% และเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 เฉลี่ย 4.4%
ยังเลือก SCB และ TISCO
นักวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน คงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคาร “มากกว่าตลาด” และมองว่าสินเชื่อในช่วงไตรมาส 4 ปี 2555 จะเติบโตจากสินเชื่อรายย่อยจากอานิสงส์ของโครงการรถคันแรกและการจับจ่ายใช้สอยมากช่วงปลายปี
ทั้งนี้ หุ้นแนะนำของกลุ่มธนาคารยังคงเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) มูลค่าเหมาะสม 195 บาท และบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) มูลค่าเหมาะสม 54 บาท เนื่องจากได้ประโยชน์จากโครงการรถคันแรกของรัฐบาลทำให้มีสินเชื่อในปี 2555 เติบโตอย่างโดดเด่น
ณ สิ้นเดือน ต.ค. SCB มีสินเชื่อเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2554 แล้ว 19% ส่วน TISCO มีสินเชื่อเพิ่มขึ้นแล้วถึง 26% ในขณะที่กลุ่มธนาคารมีสินเชื่อเพิ่มขึ้น 11% และเรายังคาดว่าสินเชื่อในช่วงที่เหลือของปีของทั้งสองธนาคารจะยังมีแนวโน้มเติบโตต่อในช่วงที่เหลือของปี







