
สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ฯ ทะยานตามยานยนต์
....เจียรนัย อุตะมะ
บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เจ้าตลาดเพลาข้างในประเทศ ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตตามอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ฟื้นตามเศรษฐกิจโลก
การผลิตรถยนต์ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือน ก.ย. 2552 จำนวนมากกว่า 1 แสนคันต่อเดือน จนล่าสุดยอดขายรวมสองเดือนแรกปี 2553 อยู่ที่ 1.037 แสนคัน เพิ่มขึ้น 56% จากปีก่อน และยอดขายเดือน ก.พ. ที่ 5.7 หมื่นคัน เติบโตสูงสุดในรอบ 89 ปี ที่ 58% และเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6
ล่าสุดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดว่ายอดผลิตรถยนต์ปีนี้จะอยู่ที่ 1.4 ล้านคัน กลับไปที่ระดับเดิมปี 2551 สูงกว่าประมาณการของ SAT ที่คาดว่า ยอดผลิตรถยนต์รวมปีนี้จะอยู่ที่ 1.2 ล้านคัน เติบโต 22.5% จากปีก่อน
“
วีระยุทธ กิตะพาณิชย์” กรรมการผู้จัดการ SAT กล่าวว่า เมื่อปลายปี 2552 บริษัทคาดว่าปีนี้กำลังการผลิตจะอยู่ที่ 70% เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่อยู่ที่ 60% และส่งผลให้ยอดขายเติบโต 26% จากปีก่อนอัตรากำไรขั้นต้นที่ 2022% ภายใต้ประมาณการการผลิตรถยนต์ที่ 1.2 ล้านคัน แต่ประมาณการของสภาอุตสาหกรรมปัจจุบันมากกว่าคาด แต่บริษัทเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 8085% (กำลังการผลิตเดิม+กำลังการ ผลิตรถขนาดเล็กประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์)เขาให้ความเห็นว่า ประมาณการของสภาอุตสาหกรรมนั้นมีความเป็นไปได้ เพราะจากคำสั่งซื้อที่เกิดขึ้นแล้วในครึ่งปีแรกพบว่า ยอดการผลิตรถยนต์น่าจะอยู่ที่ 7 แสนคัน ถ้าบวกประมาณการเดิมครึ่งหลังที่ 6 แสนคัน เท่ากับว่ายอดผลิตรถยนต์ปีนี้อยู่ที่ 1.3 ล้านคัน แต่ในภาวะปกติที่เศรษฐกิจดียอดผลิตรถยนต์ครึ่งปีหลังจะมากกว่าครึ่งปีแรกคิดเป็นสัดส่วน 52:48%
อย่างไรก็ตาม หากประมาณการจากยอดคำสั่งซื้อจริงในครึ่งแรกเท่ากับว่ายอดขายของ SAT จะเติบโตจากปี 2552 ประมาณ 32% สูงกว่าที่คาดไว้เดิม แต่หากยอดผลิตรถยนต์เป็นไปตามที่สภาอุตสาหกรรมคาดการณ์ยอดขายของบริษัทจะเติบโตจากปี 2552 ประมาณเกือบ 40% อัตรากำไรขั้นต้น 2123% หรือยอดขายกลับไปเท่าปี 2551 ที่ 5,814 ล้านบาท จากปี 2552 ที่ลดลงมาเหลือ 4,295 ล้านบาท แต่อัตรากำไรขั้นต้นปีนี้มากกว่าปี 2551 และปี 2552 ที่อยู่เพียง 19.9% และ 17.9% ตามลำดับ
นอกจากจะฟื้นตัวตามอุตสาหกรรมยานยนต์แล้ว SAT ยังได้รับประโยชน์จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของคูโบต้า ที่ผลิตรถแทรกเตอร์เพื่อการเกษตรรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย นอกจากประโยชน์จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยอดขายจากคูโบต้าที่เพิ่มขึ้นจะเป็นการกระจายความเสี่ยงของบริษัทไปยังกลุ่มลูกค้าที่ไม่ไช่อุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายของกลุ่มลูกค้าที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมยานยนต์ต่อยอดขายรวมที่ 1720% ในอีก 3 ปีข้างหน้า
SAT ได้รับคำสั่งซื้อจากคูโบต้าเพิ่มเป็น 650 ล้านบาท (11.6% ของยอดขายรวมปี 2553) จากปี 2552 ที่ 200 ล้านบาท (5% ของยอดขาย) และคาดว่าจนถึงปี 2557 จะเพิ่มเป็น 1,600 ล้านบาท ของยอดขาย
รวมถึงตั้งเป้าหมายขยายตลาดผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ป้อนรถอีโคคาร์ ที่คาดว่ามีโครงการผลิตรถอีโคคาร์ของค่ายรถยนต์ต่างๆ ต่อปี 5.78 แสนคัน โดยเดือน มี.ค. นิสสันเป็นรายแรกที่จะออกอีโคคาร์รุ่นมาร์ช และคาดว่าภายใน 5 ปี ยอดผลิตอีโคคาร์ในไทยจะถึงระดับแสนคัน
SAT เชื่อว่าอัตรากำไรจากการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ป้อนรถอีโคคาร์ไม่สูงเพราะเป็นรถราคาถูก แต่ต้องการได้คำสั่งซื้อเพราะเป็นผลิตภัณฑ์แชมเปียนโดยอัตรากำไรขั้นต้นเพียง 1820% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัท
“
ยงเกียรติ์ กิตะพาณิชย์” รองกรรมการผู้อำนวยการบริหาร SAT ให้ความเห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยไม่ได้รับผลกระทบจากการเรียกคืนรถยนต์ของโตโยต้า และฮอนด้า เนื่องจาก ประเทศไทยส่งออกรถกระบะขนาด 1 ตัน ที่เล็กกว่ารถที่ถูกเรียกคืนในสหรัฐ โดยรถยนต์ที่ถูกเรียกคืนส่วนมากเป็นรถ Hybrid รุ่นระดับสูง ซึ่งไม่ใช่รุ่นรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยเมื่อพิจารณาถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและอัตราภาษีที่ลดลง (จากประมาณ 5.0% เหลือ 0.0% สำหรับชิ้นส่วนยานยนต์และรถยนต์นำเข้า) ภายใต้ข้อตกลงอาฟตาหรือเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area หรือ AFTA) แล้ว การส่งออกรถยนต์ของไทยน่าจะได้รับประโยชน์และมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดส่งออกรถยนต์สำคัญอย่างกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เอเชีย และออสเตรเลีย เป็นต้น โดยข้อมูลล่าสุดการส่งออกรถยนต์เดือน ม.ค. อยู่ที่ 5.85 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 18.3% จากปีก่อน และ 9.3% จากเดือนก่อน
นักวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประมาณการว่า ไตรมาสแรกปีนี้ SAT จะทำสถิติสูงสุดใหม่กำไรสุทธิต่อเนื่องอีก 200210 ล้านบาท หรือ 0.670.70 บาทต่อหุ้น เทียบ 191 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2552 และ 25 ล้านบาท ไตรมาสแรกปี 2552







