
รัฐสบช่องอิงต้นแบบพลังงานญี่ปุ่นชูโรงถ่านหินคลังน้ำมันกลางทะเลย
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
กระทรวงพลังงานและกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร มีโอกาสได้ไปศึกษาการจัดการด้านพลังงานของประเทศญี่ปุ่นเพื่อหาต้นแบบการพัฒนาพลังงานของประเทศเพื่อนบ้าน ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้ โดยเฉพาะแผนการผลิตไฟฟ้าที่เลือกใช้เชื้อเพลิงที่เหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าของไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงถึง 70% จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลงให้เหลือไม่เกิน 40% ซึ่งตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2553-2573 (พีดีพี 2010) กำหนดให้เพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาทดแทนเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ
ณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในไทยยังมีปัญหาในเรื่องการสร้างความเข้าใจกับชุมชน เนื่องจากภาพเดิมๆ ของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ที่เคยสร้างปัญหามลพิษ ทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่เกิดขึ้น แต่ปัจจุบันเข้าสู่เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด เรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมแทบไม่มีให้เห็น อย่างสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนอิโซโกะ ของบริษัท เจพาวเวอร์ มีเครื่องผลิตไฟฟ้า 2 ตัว ตัวละ 600 เมกะวัตต์ กำลังการผลิตรวม 1,200 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง อยู่ที่เมืองโยโกฮามา ตั้งในชุมชนเมืองรายล้อมด้วยบ้านพักอาศัย
ขณะเดียวกันยังมีข้อตกลงร่วมกันกับเมืองโยโกฮามา ในการริเริ่มโครงการป้องกันและรักษาสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น โดยการจัดสร้างเครื่องดูดและจัดการควันพิษเป็นแห่งแรก รวมทั้งนโยบายอื่นๆ ที่เป็นหลักประกันในการป้องกันรักษาสิ่งแวดล้อมและการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เป็นสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังความร้อนถ่านหินขนาดเล็กสำหรับเมืองใหญ่ที่ได้มาตรฐานเรื่องการลดมลภาวะ และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุดของโลก
แผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของไทยเป็นหน้าที่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการก่อสร้างจำนวน 8 แห่ง กำลังการผลิตรวม 5,400 เมกะวัตต์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดพื้นที่ตั้งให้ชัดเจน โดยโรงไฟฟ้าแห่งแรกจะอยู่ที่ จ.กระบี่
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสไปลงพื้นที่ดูงานคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการสำรองทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 206 วัน แบ่งออกเป็นสำรองโดยรัฐ 116 วัน และการสำรองโดยเอกชน 90 วัน เทียบกับของไทย เป็นการสำรองน้ำมันตามกฎหมายของภาคเอกชนจำนวน 36 วัน และมีแผนจะเพิ่มเป็น 90 วัน เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการขาดแคลนพลังงาน
สำหรับคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นทางกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม (MITI) จะวางนโยบายการเก็บสำรอง โดยมอบหมายให้ Japan Oil Gas and Metals Nationa l Corporation ( JOGMEC) เข้ามาบริหาร ซึ่งปัจจุบันมีคลังสำรองน้ำมันทั่วประเทศ 10 แห่ง มีความจุคลังน้ำมันรวมมากกว่า 253 ล้านบาร์เรล โดย JOGMEC จะทำสัญญาว่าจ้างบริษัทเอกชนสำหรับปฏิบัติงานจำนวน 8 บริษัท ในการดูแลคลังน้ำมันสำรองทั้งหมด ช่วงภาวะฉุกเฉิน MITI มีสิทธิตามกฎหมายในการสั่งปล่อยน้ำมันได้ ซึ่งจากอดีตที่ผ่านมาสามารถช่วยผ่อนคลายผลกระทบจากวิกฤตการณ์น้ำมันได้เป็นอย่างดี
คลังสำรองน้ำมันที่ได้ไปเยี่ยมชม คือ Shirashima Oil Storage Facility อยู่ที่เมืองฟูกุโอกะ เป็นคลังสำรองน้ำมันที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศญี่ปุ่น มีความจุประมาณ 5,600 ล้านลิตร เป็นคลังลอยน้ำในทะเลมีขนาดพื้นที่กว้าง 0.5 กม. ยาว 1 กม. บริเวณโดยรอบจะมีผนังกั้นคลื่นสึนามิสูง 25.5 เมตร ซึ่งข้อดีของคลังน้ำมันลอยน้ำ คือ ประหยัดพื้นที่และมีความยืดหยุ่นจากการปะทะของคลื่นสึนามิได้ เพราะการสร้างคลังน้ำมันบนบกมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบกับชุมชน ซึ่งคลังน้ำมันแห่งนี้ตั้งมาแล้ว 10 ปีและยังไม่เคยมีการจำหน่ายน้ำมันออกไป เนื่องจากตามกฎหมายระบุไว้ว่าจะนำน้ำมันจากคลังสำรองมาใช้ได้ต่อเมื่อมีเหตุฉุกเฉินต้องหยุดนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเท่านั้น
จากเหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มมีการทบทวนข้อกฎหมายดังกล่าวในเรื่องการนำน้ำมันสำรองมาใช้ยามฉุกเฉิน เพราะมีบทเรียนในช่วงที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องปิดตัวลงจากสึนามิถล่ม มีความต้องการใช้น้ำมันสูงขึ้นเพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า แต่ก็ไม่สามารถนำน้ำมันจากคลังสำรองเหล่านี้มาได้ ดังนั้นในอนาคตคงต้องมีการพิจารณาในเรื่องนี้กันใหม่
ณอคุณ กล่าวว่า การศึกษารูปแบบการสำรองน้ำมันของญี่ปุ่นก็ถือเป็นทางเลือกที่ไทยจะนำไปปรับใช้กับนโยบายสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งกำหนดให้เพิ่มจาก 36 วันเป็น 90 วัน โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ สำรองโดยภาครัฐและสำรองโดยภาคเอกชน ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยมีการสำรองโดยภาครัฐ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการบริหาร อาจตั้งหน่วยงานขึ้นมากำกับดูแลโดยเฉพาะ รวมทั้งการหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมด้วย ทั้งนี้เหตุผลที่ไทยต้องมีแผนสำรองน้ำมันก็เหมือนซื้อประกันไว้ในยามฉุกเฉินประกอบกัน เมื่อเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี) ปี 2558 ทำให้เกิดเสรีทางการค้า ทางประเทศเพื่อนบ้านสามารถเข้าเติมน้ำมันไทยได้สะดวกมากขึ้น หากไม่มีการเตรียมพร้อมเรื่องสำรองน้ำมันจะมีปัญหาขาดแคลนได้
ด้าน ณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. กล่าวว่า นโยบายการเพิ่มสำรองน้ำมันตามกฎหมายของภาคเอกชนจาก 5% เป็น 6% ของผู้ค้าตามมาตรา 7 ทาง ปตท.มีความพร้อม แม้ว่าภาครัฐจะไม่ออกประกาศการเพิ่มสำรองน้ำมันอย่างเป็นทางการก็ตาม โดยมีแผนต้องสร้างคลังน้ำมันเพื่อรองรับการสำรองน้ำมันเพิ่มอีกประมาณ 34 ล้านบาร์เรล ใช้งบลงทุนเบื้องต้น 4,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันต้องการความชัดเจนของโครงการท่อขนส่งน้ำมันไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือด้วย เพราะจุดรับจ่ายน้ำมันปลายท่อก็สามารถสร้างเป็นคลังน้ำมันสำรองได้เช่นกัน







