
เทเวศเร่งปรับแต่งเงินกองทุน
ดันเพิ่มเป็น300%ปิดสินไหมค้างจ่ายน้ำท่วมเซ็นทรัลเวิลด์
ดันเพิ่มเป็น300%ปิดสินไหมค้างจ่ายน้ำท่วมเซ็นทรัลเวิลด์
เทเวศประกันภัยเร่งปิดบัญชีสินไหมน้ำท่วมคดีเซ็นทรัลเวิลด์ ฟ้องเรียกค่าสินไหมจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง หวังดันความเพียงพอเงินกองทุนเกิน 300%
นายชาติชาย ชินเวชกิจวานิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทเวศประกันภัย เปิดเผยว่า ปี 2556 บริษัทมีนโยบายที่จะบริหารอัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องสำรองตามกฎหมาย (CAR Ratio) ให้อยู่ในระดับที่เกิน 300% จากปัจจุบันอยู่ที่ 227%
ทั้งนี้ เพื่อวางตำแหน่งของบริษัทให้อยู่ในกลุ่มบริษัทประกันภัยที่มีความแข็งแกร่งทางการเงินชั้นนำของประเทศ ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงของบริษัทลดลงในสายตาของบริษัทประกันภัยต่อ และได้อัตราเบี้ยประกันภัยต่อที่ลดลง รวมถึงบริษัทประกันภัยในประเทศที่จะทำธุรกิจกับบริษัท เช่น การทำประกันภัยต่อกับบริษัทจะมีความเสี่ยงลดลง เพราะมั่นใจว่าบริษัทมีเงินเพียงพอในการที่จะชำระค่าสินไหมทดแทน
ขณะนี้ปัจจัยที่จะทำให้ CAR Ratio ของบริษัทเพิ่มขึ้นคือ ต้องทำการจ่ายค่าสินไหมทดแทนน้ำท่วมที่ยังเหลืออยู่ 4,500 ล้านบาท ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ซึ่งปีนี้คาดว่าจะสามารถจ่ายออกไปได้อีก 1,000 ล้านบาท จะทำให้ความเสี่ยงหายไป 4% ลดภาระการตั้งสำรองประมาณ 40 ล้านบาท CAR Ratio จะเพิ่มสูงขึ้น ยิ่งจ่ายสินไหมให้จบเร็วเท่าไร สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะสินไหมที่จะต้องจ่าย แต่ยังจ่ายออกไปไม่ได้เนื่องจากข้อมูลไม่เพียงพอ ไม่ได้เป็นผลดีต่อบริษัทประกันภัย จะเป็นภาระที่จะต้องสำรองเงินกองทุน
นอกจากนี้ คดีเซ็นทรัลเวิลด์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากไฟไหม้เซ็นทรัลเวิลด์เมื่อปี 2554 ช่วงระหว่างเกิดการชุมนุมทางการเมือง จำนวน 3,838 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้ตั้งสำรองไว้แล้ว แม้ว่าคดีจะยังไม่สิ้นสุด แต่ก็กระทบกับ CAR Ratio ของบริษัทเช่นเดียวกัน
“ตอนนี้อยู่ในกระบวนการในชั้นศาล ซึ่งเราคาดว่าศาลจะมีคำตัดสินออกมาไม่เกินไตรมาส 2 ของปี 2556 ผลจะออกมาอย่างไร ก็จะดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้ CAR Ratio ของบริษัทเพิ่มขึ้นทันที” นายชาติชาย กล่าว
นายชาติชาย กล่าวว่า ในปี 2556 ได้ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันเอาไว้ที่ 4,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 10% แบ่งเป็นเบี้ยประกันที่มาจากรายย่อย 50% ได้แก่ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันสุขภาพ ประกันบ้านที่อยู่อาศัย ประกันรถยนต์ปีที่ 2 ขึ้นไป และเน้นกลุ่มรถยนต์ที่มีขนาด 1,600 ซีซี ขึ้นไป ที่เหลืออีก 50% มาจากประกันอุตสาหกรรม
สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 2,764.94 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน และเมื่อหักเบี้ยประกันภัยต่อจำนวน 1,644.02 ล้านบาท บริษัทจะมีเบี้ยประกันรับสุทธิ 1,120.92 ล้านบาท มีรายได้จากการลงทุนและรายได้อื่นจำนวน 118.85 ล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยและค่าใช้จ่ายดำเนินงานแล้ว บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน 140.43 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 98.80 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 1.27 บาท







