
ต่ออายุร้านถูกใจ3เดือนถึงมี.ค.ปีหน้า
พาณิชย์ฟุ้งทำตามเสียงเรียกร้องจากผู้บริโภคย้ำไม่ของบเพิ่มเหตุเงินยังเหลือ300ล้าน
พาณิชย์ฟุ้งทำตามเสียงเรียกร้องจากผู้บริโภคย้ำไม่ของบเพิ่มเหตุเงินยังเหลือ300ล้าน
พาณิชย์ ต่ออายุร้านถูกใจ 3 เดือน ถึง มี.ค. 2556 ช่วยลดค่าครองชีพผู้บริโภค
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของประชาชน มีมติให้ขยายการดำเนินโครงการร้านถูกใจออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมสิ้นสุดในสิ้นปีนี้วันที่ 31 ธ.ค. 2555 ไปเป็นวันที่ 31 มี.ค. 2556 เพื่อลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ประเมินว่าโครงการนี้มีประโยชน์และสามารถช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนได้จริง อีกทั้งประชาชนยังมีความต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ทำร้านถูกใจต่ออีก
การขยายโครงการร้านถูกใจจะไม่มีการของบประมาณเพิ่มเติมมาใช้ เพราะขณะนี้ยังเหลืองบประมาณเดิมอยู่เกือบ 300 ล้านบาท จากงบที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติทั้งหมด 1,320 ล้านบาท จึงสามารถใช้ดำเนินงานขยายโครงการร้านถูกใจได้ต่อไป โดยรูปแบบร้านถูกใจปีหน้าจะมีการปรับปรุงระบบบริหาร จัดการใหม่ เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไปได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องอาศัยงบประมาณรัฐสนับสนุนอีก และกระทรวงจะเพิ่มจำนวนสาขาร้านถูกใจให้เปิดดำเนินการได้มาก กว่า 1 หมื่นแห่ง ซึ่งจะพิจารณาจากบัญชีร้านค้าที่เข้ามาสมัครร้านถูกใจที่ตอนนี้มีบัญชีส่วนเหลืออีกกว่า 6,000 ร้านค้า
ขณะที่ผลกระทบจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศในปีหน้าต่อราคาสินค้า ล่าสุดได้รับรายงานว่ามีผลกระทบเพียง 1% เท่านั้น ถือว่าไม่มาก แต่จะมีการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับกระทรวงแรงงานในวันที่ 18 ธ.ค.นี้ เพื่อติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิด
สำหรับการดูแลค่าครองชีพอื่นๆ ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์จะเร่งแก้ปัญหาราคาเนื้อหมูและราคาไข่ไก่ตกต่ำ เพราะขณะนี้ราคาสินค้ามีราคาต่ำกว่าต้นทุน ทำให้ผู้เลี้ยงหมูและผู้เลี้ยงไข่ไก่ประสบปัญหาขาดทุนมายาวนาน ซึ่งกระทรวงจะเร่งมาตรการช่วยเหลือผู้เลี้ยงต่อไป แต่จะไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบต้องซื้อสินค้าราคาแพง
พร้อมกันนี้กระทรวงกำลังพิจารณาหลักเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาดตามข้อกฎหมายการแข่งขันทางการค้า หลังจากมีผู้ประกอบการรายเล็กร้องเรียนเข้ามายังกรมการค้าภายในจำนวนมากถึงการแข่งขันการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งกระทรวงจะพิจารณาข้อกำหนดเกณฑ์การมีอำนาจเหนือตลาดใหม่ โดยลดสัดส่วนจากการมีส่วนแบ่งตลาดที่เข้าข่ายการมีอำนาจเหนือตลาดจากไม่ต่ำกว่า 50% ให้เหลือไม่ต่ำกว่า 30% เพื่อให้สามารถดูแลและคุ้มครองภาคธุรกิจรายเล็กของไทยได้มากขึ้น
เหตุผลสำคัญในการทบทวนแก้ไข เพราะขณะนี้มีการค้าทั้งในและต่างประเทศลงทุนในประเทศค่อนข้างมาก โดยเกณฑ์ที่ใช้อยู่ปัจจุบันยังเห็นว่าเข้าไปดูแลถึงผู้ประกอบการรายเล็กไม่ทั่วถึง และที่สำคัญเพื่อเป็นการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)จะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า ที่จะมีผู้ประกอบการจากต่างชาติเข้ามาแข่งขันจำนวนมากจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมต่อไป







