
บีโอไอเผยทุนไทยนิยมไปต่างประเทศมากขึ้น
บีโอไอชี้แนวโน้มนักลงทุนออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น เพราะเงินบาทแข็งค่า โดยเข้าไปลงทุนในรูปแบบการซื้อกิจการ
บีโอไอชี้แนวโน้มนักลงทุนออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น เพราะเงินบาทแข็งค่า โดยเข้าไปลงทุนในรูปแบบการซื้อกิจการ
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายในงานสัมมนาเรื่อง “รุกหรือรับโอกาสสำหรับธุรกิจไทยในอาเซียน และเปิดตัวศูนย์ข้อมูลการลงทุนไทยในต่างประเทศ” ว่า แนวโน้มการลงทุนไทยในต่างประเทศจะมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมากจากค่าเงินบาทแข็งค่า นักลงทุนจึงสนใจที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งการลงทุนในต่างประเทศปัจจุบันเป็นการลงทุนรูปแบบการซื้อกิจการมากขึ้น แม้มีความเสี่ยงสูง แต่ทำให้สามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากได้ฐานลูกค้า แบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา และบุคลากร
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจยังให้ความสนใจไปลงทุนในประเทศต่างๆ ที่ห่างไกลมากขึ้น จากเดิมที่การลงทุนประจุกตัวอยู่ในอาเซียนและจีน ได้เริ่มขยายไปยังอินเดีย ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง สำหรับเหตุผลที่ต้องการออกไปลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ ความต้องการเข้าถึงตลาด ความต้องการเข้าถึงทรัพยากร ความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ และความต้องการสินทรัพย์ทางปัญญา
ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าประเทศ 3 อันดับแรกที่น่าสนใจลงทุนเมื่อพิจารณาด้านตลาด แรงงาน และทรัพยากร คือ อินโดนีเซีย เวียดนาม และพม่า ส่วนประเทศไทยเป็นประเทศที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศมากเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มอาเซียน รองจากมาเลเซีย และสิงคโปร์
ขณะที่การลงทุนในต่างประเทศของไทยเกือบ 1 ใน 3 กระจุกตัวอยู่ในกิจการเหมืองแร่ โดยเฉพาะปิโตรเลียม และถ่านหิน คิดเป็น 27% ของการลงทุนในต่างประเทศทั้งหมด รองลงมาเป็นธุรกิจด้านการเงินและประกันภัย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อลงทุนต่อในประเทศอื่น 14% ธุรกิจโรงงานอาหาร 6% สิ่งทอ 2% ธุรกิจที่อยู่อาศัยและบริการด้านอาหาร 1% ที่เหลืออีก 49% เป็นธุรกิจอื่นๆ
สำหรับมูลค่าการออกไปลงทุนในต่างประเทศของไทยทั้งแต่ปี 2549 มีมูลค่าการออกไปลงทุนจำนวน 968 ล้านเหรียญสหรัฐ จนถึงข้อมูลล่าสุดในปี 2554 มีมูลค่าการออกไปลงทุนจำนวน 1.06 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นปีแรกที่การลงทุนของไทยไปยังต่างประเทศ มากกว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย
ทั้งนี้ บีโอไอได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลการลงทุนไทยในต่างประเทศขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูล ที่เกี่ยวข้องในเชิงลึกและปัจจุบัน รวมถึงโอกาสและช่องทางการลงทุนในประเทศเป้าหมาย และการให้บริการคำปรึกษาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจไทยที่สนใจขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยศูนย์ดังกล่าวตั้งอยู่ที่ชั้น 5 อาคารบีโอไอ
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งพึงระวังในการออกไปลงทุนในพม่า ได้แก่ พม่ายังถือว่าเป็นประเทศที่มีการคว่ำบาตรจากประเทศอื่นๆ อยู่ โดยแม้จะได้รับการยกเลิกการคว่ำบาตรด้านเศรษฐกิจจากประเทศมหาอำนาจ แต่เป็นการยกเลิกชั่วคราว ขณะเดียวกันปัญหาในพม่ามีปัญหาเรื่องแรงงานขาดทักษะ ระบบโลจิสติกส์ในพม่าถือว่าแย่ที่สุดในอาเซียน ไฟฟ้าไม่มีพอต่อความต้องการ ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจมีน้อย และอยู่ในบัญชีดำของประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน ดังนั้นก็เข้าไปทำธุรกิจจึงต้องระมัดระวัง และศึกษาลู่ทางให้ดีก่อน







