
บล.โกลเบล็กช่วยจัดพอร์ตหุ้นปีหน้า
ต่างชาติบุกนิวไฮปีหน้า1,478 ไตรมาส3บจ.ก่อภาระหนี้เพิ่ม
ต่างชาติบุกนิวไฮปีหน้า1,478 ไตรมาส3บจ.ก่อภาระหนี้เพิ่ม
บล.โกลเบล็ก มองหุ้นปีหน้า นิวไฮกลางปีที่ 1,478 จุด แนะกลุ่มพลังงานทดแทนเติบโตสูงโครงสร้างพื้นฐาน
นายจักรกริช เจริญเมธาชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก เปิดเผย “ลับคมกลยุทธ์จัดทัพพอร์ตรับการลงทุนปี 2013” ว่า ในปี 2556 ภาครัฐจะมีการลงทุนถึง 2.3 ล้านล้านบาทส่งผลให้กลุ่มวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้างมีน้ำหนักมากกว่าตลาด ส่วน zกลุ่มปิโตรเคมีและอสังหาริมทรัพย์เท่ากับตลาด และกลุ่มโรงพยาบาล สื่อสาร โรงแรมและสื่อน้อยกว่าตลาด ขณะที่กลุ่มส่งออกไม่แนะนำให้ลงทุน
ในปีหน้า นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยและเพิ่มสัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) เป็น 15 เท่า เทียบกับปีนี้ที่ 1113 เท่า เนื่องจากไทยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสถาบันการเงินยังมีความแข็งแรง
“ปีหน้าเรามองดัชนีจะทำนิวไฮที่ 1,478 จุด ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี และกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียน (บจ.)โต 10% แต่ไตรมาส 1 อาจเห็นดัชนีปรับตัวลงจากการแก้ปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐ จึงเป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้นได้” นายจักรกริช กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทแนะนำจัดพอร์ตการลงทุนในปีหน้า เป็นการลงทุนในหุ้นไทย 60% กองทุนโครงสร้างพื้นฐานและทองคำอย่างละ 5% ซึ่งราคาทองคำจะถึง 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้ ส่วนพอร์ตที่เหลือซื้อหุ้นในกองทุนยุโรป สหรัฐ และจีน รวมถึงกระจายถือเงินสด
สำหรับพอร์ตการลงทุนหุ้นแบ่งเป็น 3 กลุ่มที่เน้นการถือยาวได้ประมาณ 1 ปี คือ กลุ่มที่มีผลประกอบการโดดเด่น ให้น้ำหนักถึง 40% มีทั้งหมด 8 ตัว คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท ไทยคม (THCOM) บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ (THRE) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) และธนาคารกรุงไทย (KTB)
กลุ่มพลังงานทดแทน 25% เช่น บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ (UAC) บริษัท อีเทอเนิล เอนเนอยี (EE) และบริษัท เด็มโก้ (DEMCO) และกลุ่มเกี่ยวข้องโครงสร้างพื้นฐาน 35% เช่น บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) หรือ CNT บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC)
ด้านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สายงานวางแผนและกลยุทธ์องค์กร เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3 ปี 2555 บจ.มีกำไรสุทธิรวม 216,419 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66.51% จากไตรมาสก่อนหน้า ยอดขายเพิ่มขึ้น 1.03% และต้นทุนการผลิตลดลง 0.89% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10.46% มาอยู่ที่ 480,180 ล้านบาท
ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงานของ บจ.ในไตรมาส 3 ปรับสูงขึ้นจากไตรมาสก่อนทุกรายการ จากกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีชี้วัดฐานะทางการเงินมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากภาระหนี้่เพิ่มตามการโตของธุรกิจและลงทุนในสินทรัพย์ถาวร แต่ภาระหนี้ยังอยู่ในเกณฑ์มั่นคงเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ นอกจากนี้ บจ. มีการระดมทุน 20,864 ล้านบาทลดลง 7.44% จากไตรมาสก่อน







