
ยุคทองของ"อัลตร้าบุ๊ก"
พักนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่คนพูดถึง อัลตร้าบุ๊ก ด้วยคุณสมบัติดีไซน์สวยหรู บางเบา ตอบสนองรวดเร็ว
พักนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่คนพูดถึง อัลตร้าบุ๊ก ด้วยคุณสมบัติดีไซน์สวยหรู บางเบา ตอบสนองรวดเร็ว
พักนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่คนพูดถึง อัลตร้าบุ๊ก กันเต็มไปหมด อุปกรณ์ที่หลายคนตกหลุมรักด้วยคุณสมบัติชวนฝัน (แต่เป็นจริง) ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์สวยหรู บางเบา ตอบสนองรวดเร็ว อายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานขึ้น และระบบรักษาความปลอดภัยที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้จึงทำให้อัลตร้าบุ๊กกลายเป็นเทรนด์ที่บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์รายต่างๆ ทยอยปล่อยออกมาให้ผู้ใช้ได้เลือกจับจอง จนถึงวันนี้มีจำนวนกว่า 75 ดีไซน์ โดยอินเทล คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมประมวลผลคาดว่าอัลตร้าบุ๊กจะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการใช้อุปกรณ์แบบโมบายคอมพิวติ้งของผู้บริโภคได้สำเร็จในเวลาไม่นานต่อจากนี้
อัลตร้าบุ๊กแบ่งช่วงการพัฒนาออกเป็นหลายระยะ โดยในแต่ละช่วงจะมีคุณสมบัติที่น่าตื่นเต้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น ระบบสัมผัส ระบบความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้น ความเร็วในการกลับคืนสู่สภาพพร้อมใช้งานของตัวเครื่องและการตอบสนองการทำงานที่รวดเร็ว
การพัฒนาระยะแรก (รุ่นปัจจุบัน) อัลตร้าบุ๊กจะมีความบางของเครื่องไม่เกิน 21 มม. ใช้ชิปตระกูลอินเทล คอร์ โปรเซสเซอร์ เจเนอเรชั่น 2 และ 3 เป็นตัวประมวลผล มีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ระหว่าง 5-8 ชม.และหากไม่มีการใช้งาน การทำงานของแบตก็ยังประหยัดได้ดีกว่าโน้ตบุ๊กทั่วไป
ไม่เพียงเท่านั้น ยังเพิ่มความเร็วจากเดิมด้วยเทคโนโลยีต่างๆ เช่น Intel Rapid Start ซึ่งทำให้เครื่องกลับคืนสู่สภาพที่พร้อมใช้งานได้เร็วขึ้นทั้งการเปิดเครื่องและรีบู๊ตโหมด Deepest Sleep จึงประหยัดทั้งเวลาและแบต นอกจากนี้ ยังเพิ่มระดับความปลอดภัยในอุปกรณ์และผู้ใช้งานเพื่อป้องกันการโจรกรรมข้อมูลอีกด้วย
ต่อกันด้วยระยะที่ 2-3 (ปี 2555-2556) ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่อัลตร้าบุ๊กจะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบของพีซีอย่างสิ้นเชิง โดยจะพัฒนาประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น เลือกใช้อินเทล คอร์ โปรเซสเซอร์ เจเนอเรชั่น 3 หรือในชื่อรหัสไอวี่บริดจ์ซึ่งใช้ทรานซิสเตอร์ Tri-gate 3 มิติ ขนาด 22 นาโนเมตรมาเป็นขุมพลัง
มีเทคโนโลยีธันเดอร์โบลท์ทำให้อัลตร้าบุ๊กสามารถบันทึกและจัดเก็บข้อมูลด้วยความเร็วสูงถึง 10 กิกะบิตต่อวินาที และ Multiple User Interfaces สามารถรองรับการใช้งานพร้อมกันได้หลายคน ซึ่งรวมถึงความสามารถในการวิเคราะห์ท่าทางและลักษณะของผู้ใช้ในขณะเล่นเกมอีกด้วย
ด้านรูปลักษณ์จะมาในคอนเซปต์ Convertible ซึ่งคีย์บอร์ดสามารถสไลด์แยกจากตัวเครื่องเพื่อแปลงโฉมจากพีซีมาเป็นแท็บเล็ตได้ รวมถึงหน้าจอหมุนได้ 360 องศา พร้อมหน้าจอระบบสัมผัสเพื่อการดูภาพ ชมภาพยนตร์ หรืออ่านหนังสือได้อย่างเพลิดเพลิน
อย่างอินเทลเองปี 2556 เตรียมเปิดโมเดลที่จะใช้ชิปอินเทล คอร์ โปรเซสเซอร์ เจเนอเรชั่นถัดไปที่มีชื่อว่า “แฮสเวล” (Haswell) ซึ่งจะช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ในโหมดสแตนด์บาย (ซึ่งในบางกรณีสามารถอยู่ได้นานถึง 10 วัน) และช่วยลดการใช้พลังงานมากกว่ารุ่นปัจจุบันกว่า 20 เท่า
เห็นอย่างนี้แล้วก็ขอปรบมือให้กับการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยี เพราะประโยชน์ดีๆ ก็ตกอยู่กับผู้บริโภคไปเต็มๆ







