
ความท้าทาย เศรษฐกิจเวียดนาม
เมื่อเดือนเศษมาแล้ว คือ วันที่ 22 ต.ค. 2555 นายกรัฐมนตรี เหวียน เติ๋น ยวุ๋ง ของเวียดนาม ได้แถลงรายงานเศรษฐกิจต่อที่ประชุมรัฐสภา ระหว่างพิธีเปิดสมัยประชุม ยอมรับว่าได้บริหารราชการด้านเศรษฐกิจผิดพลาด นับเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก
เมื่อเดือนเศษมาแล้ว คือ วันที่ 22 ต.ค. 2555 นายกรัฐมนตรี เหวียน เติ๋น ยวุ๋ง ของเวียดนาม ได้แถลงรายงานเศรษฐกิจต่อที่ประชุมรัฐสภา ระหว่างพิธีเปิดสมัยประชุม ยอมรับว่าได้บริหารราชการด้านเศรษฐกิจผิดพลาด นับเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก
สำหรับ ยวุ๋ง ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ได้ถูกมองว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทรงอำนาจมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยปกติแล้วในอดีตอำนาจทางการเมืองของเวียดนามจะกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างหนักทั้งบนดินและใต้ดิน โดยเฉพาะการโจมตีผ่านเว็บไซต์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อทัศนคติของประชาชนอย่างมาก เนื่องจากชาวเวียดนาม 90 ล้านคน มีสัดส่วนสูงถึง 34% ที่เชื่อมต่อออนไลน์กับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต นับว่าเป็นสัดส่วนสูงกว่าของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไทย อินโดนีเซีย ฯลฯ เสียอีก
สำหรับประเด็นการโจมตี เป็นต้นว่า รัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือวีนาชิน ที่เผชิญวิกฤตจนเกือบล้มละลายเมื่อปลายปี 2553 มีหนี้สินนับแสนล้านบาท การจับกุมนายธนาคารที่ใกล้ชิดเมื่อเดือน ส.ค. 2555 ฯลฯ ซึ่งเดิมคาดหมายว่า ยวุ๋ง อาจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ยังสามารถรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้ แม้ต้องลดบทบาทลงบ้าง เช่น โอนอำนาจบังคับบัญชาหน่วยงานปราบปรามคอร์รัปชัน จากเดิมขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี มาขึ้นกับคณะกรรมการกรมการเมือง หรือโปลิตบูโร โดยมีเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เป็นประธาน
อนึ่ง แม้จะถูกโจมตีเกี่ยวกับความผิดพลาดในการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ แต่โดยภาพรวมแล้วเศรษฐกิจเวียดนามไม่ได้เลวร้ายมากมายอย่างที่คิด โดยคาดว่าตัวเลขในปี 2555 จะเติบโตในอัตราค่อนข้างสูง คือ 5.2% แม้ว่าจะต่ำกว่าเดิมที่เคยกำหนดเป้าหมายไว้สูงถึง 6.5% ก็ตาม สำหรับในปี 2556 รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายไว้ที่ 5.5% ขณะที่ IMF คาดการณ์ปี 2556 ไว้สูงกว่า คือ 5.9%
เศรษฐกิจเวียดนามยังมีแนวโน้มเติบโตสูง เนื่องจากมีประชากรเกือบ 95 ล้านคน เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ขยันขันแข็งในการทำงาน ใฝ่ศึกษาหาความรู้ และยังเป็นประเทศวัยหนุ่มสาว อายุกึ่งกลางของประชากร 28.2 ปี ขณะที่ประเทศไทยเริ่มเป็นวัยกลางคน อายุกึ่งกลางอยู่ที่ระดับ 34.7 ปี
การส่งออกในช่วง 10 เดือนแรก มีมูลค่าสูงถึง 9.38 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มมากถึง 18.9% โดยคาดว่าตัวเลขเต็มปี 2555 มูลค่าส่งออกน่าจะเพิ่มมากถึง 16.6% นับว่าสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งปี 2555 มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นในอัตราค่อนข้างต่ำ ขณะเดียวกันคาดว่าเวียดนามจะส่งข้าวออกมากเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 7.57.7 ล้านตัน และค่อนข้างเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ปี 2555 อินเดียและเวียดนามน่าจะโค่นแชมป์เก่า คือ ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศส่งออกข้าวมากที่สุดในโลกยาวนานมาตั้งแต่ปี 2523 โดยจะกลายเป็นประเทศส่งออกข้าวมากเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก ตามลำดับ
ขณะที่นำเข้าอยู่ที่ระดับ 93.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเพียง 6.7% ทำให้เวียดนามซึ่งเดิมขาดดุลการค้าจำนวนมาก โดยปี 2554 ขาดดุลการค้ามากถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เปลี่ยนมาเป็นเกินดุลการค้าเล็กน้อย
สำหรับปัญหาที่ยังน่าวิตก คือ หนี้เสียในระบบธนาคาร โดยจากสถิติของธนาคารกลางเวียดนาม พบว่าเพิ่มจาก 6% ของยอดสินเชื่อทั้งหมดเมื่อสิ้นปี 2554 เป็น 8.6–10% ในช่วงกลางปี 2555 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยงานของต่างประเทศคาดว่าสัดส่วนหนี้เสียจริงน่าจะสูงกว่าตัวเลขทางการ คือ ประมาณ 15% โดยในปี 2555 มีกิจการจำนวนมากปิดกิจการ ซึ่งความจริงแล้วเป็นทั้งวิกฤตและโอกาสของธุรกิจไทยที่จะเข้ามาซื้อกิจการหรือร่วมลงทุนในบริษัทเหล่านี้
ส่วนเงินเฟ้อซึ่งเดิมน่าวิตกกังวลเป็นอย่างมาก แม้มีแนวโน้มลดลงมากในระยะหลัง แต่ยังขึ้นๆ ลงๆ ยังไม่น่าไว้วางใจ โดยในเดือน ต.ค. 2555 ตัวเลขเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่งเป็น 7% แต่คาดว่าตัวเลขทั้งปีน่าจะไม่เกินเป้าหมายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ คือ 8% แม้เป็นอัตราค่อนข้างสูงสำหรับประเทศอื่นๆ แต่เป็นที่ยอมรับได้ในเวียดนาม
สิ่งที่น่าวิตกอีกประการหนึ่ง คือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มลดลง จากเดิมในปี 2551 มีตัวเลขจดทะเบียนสูงถึง 7.17 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากนั้นลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง 1.56 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2554 สำหรับช่วง 10 เดือนแรกของปี 2555 อยู่ที่ระดับ 1.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และตัวเลขทั้งปีน่าจะไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ระดับ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้แม้รัฐบาลเวียดนามเน้นการลงทุนจากต่างประเทศในเชิงคุณภาพ ไม่เน้นเชิงปริมาณก็ตาม แต่จากตัวเลขที่ลดลงมาก ทำให้รัฐบาลอดเป็นห่วงไม่ได้ และอาจจะมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมการลงทุน







