posttoday
จับตาเลือกตั้งอาทิตย์อุทัยขี้ขะตานายกฯคนที่7ในรอบ7ปี

จับตาเลือกตั้งอาทิตย์อุทัยขี้ขะตานายกฯคนที่7ในรอบ7ปี

09 ธันวาคม 2555

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ในช่วงปลายปีนี้ นอกจากทั่วโลกจะได้ร่วมลุ้นไปกับผลการเลือกตั้งผู้นำจากสหรัฐและการเปลี่ยนถ่ายอำนาจผู้นำชุดใหม่ในจีนแล้ว อีกหนึ่งชาติมหาอำนาจที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและอาจนำไปสู่การเปลี่ยนทิศทางการบริหารประเทศขึ้นอีกแห่งหนึ่งก็คือ “ญี่ปุ่น” ซึ่งจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 16 ธ.ค. หรือในสัปดาห์หน้านี้

การประกาศยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งขึ้นท่ามกลางปัญหารุมเร้าญี่ปุ่นอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ซบเซา การฟื้นฟูความเสียหายจากเหตุภัยพิบัติที่ล่าช้า และกรณีพิพาทหมู่เกาะเซนกากุ หรือเตียวหยูกับจีน ที่กลับมาเดือดระอุอีกครั้ง ทำให้คะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรี โยชิฮิโกะ โนดะ แกนนำพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (ดีพีเจ) ตกต่ำลงอย่างหนัก และเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้งในครั้งนี้สูงมาก ซึ่งตรงจุดนี้เองอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำประเทศเป็นคนที่ 7 ในรอบ 6 ปีปลายๆ ที่กำลังย่างเข้าปีที่ 7ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม แม้ผลสำรวจคะแนนนิยมเบื้องต้นจะชี้ว่า พรรคดีพีเจของโนดะ เสี่ยงที่จะพ่ายแพ้การเลือกตั้งและมีคะแนนตามหลัง ชินโสะ อาเบะ แกนนำพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้ลาออกไปเมื่อเดือน ก.ย. 2550 เนื่องด้วยปัญหาสุขภาพ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะชี้วัดผลการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ว่า พรรคแอลดีพี จะก้าวขึ้นมาคว้าชัยและจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างสะดวกโยธิน

เพราะขณะนี้ ยังมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคไหนอีกถึง 40% นอกจากนี้ยังไม่มีพรรคใดเลยที่สามารถครองใจประชาชนได้มากกว่า 20% ฉะนั้นผลการเลือกตั้งจึงสามารถพลิกออกมาได้ทุกเมื่อ

สำหรับการเลือกตั้งเพื่อชิงเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในสภาไดเอตกว่า 480 ที่นั่ง จากผู้สมัครของ 12 พรรคการเมืองที่ลงชิงชัยกันกว่า 1,500 คน ในขณะนี้ผู้สมัครและแกนนำพรรคต่างๆ เริ่มลงพื้นที่หาเสียงและประกาศทิศทางนโยบายการแก้ปัญหาของประเทศแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 2 พรรคใหญ่ อย่างดีพีเจและแอลดีพี


เดินหน้าหรือยุติ ‘พลังงานนิวเคลียร์’

ประเด็นปัญหาสำคัญที่พรรคต่างๆ หยิบยกขึ้นมาเรียกคะแนนนิยมคือ เรื่องทิศทางพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต เพราะนับตั้งแต่ต้นปีที่แล้วซึ่งเกิดเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิเข้าถล่มพื้นที่ชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในจังหวัดฟูกุชิมา จนนำไปสู่การรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีตามมา และประชาชนนับแสนต้องอพยพออกจากพื้นที่ ก็ได้ทำให้มุมมองของชาวญี่ปุ่นที่เคยมีต่อพลังงานนิวเคลียร์เปลี่ยนไป และมีการต่อต้านขึ้นเป็นจำนวนมาก

ทว่าก็ไม่ใช่เรี่องง่ายนักที่ญี่ปุ่นจะปฏิเสธการดำรงอยู่ของพลังงานนิวเคลียร์ เพราะข้อดีของพลังงานดังกล่าวก็คือ มีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่ถูกและสะอาดเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ นอกจากนั้นการมีสัดส่วนที่เคยพึ่งพิงแหล่งพลังงานนิวเคลียร์มากถึง 1 ใน 3 ของพลังงานทั้งหมดที่ผลิตได้ในประเทศ ก็ทำให้เป็นเรื่องยากที่ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไปหาแหล่งพลังงานอื่นๆ เข้ามาแทนที่ได้ง่ายๆ

กรณีดังกล่าวนำไปสู่การกำหนดจุดยืนที่ต่างกันของทั้งสองพรรค โดยพรรคดีพีเจของโนดะ ประกาศจะให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศปลอดนิวเคลียร์ในปี 2583 ขณะที่พรรคแอลดีพีกลับแสดงท่าทีที่ไม่ชัดเจน โดยบอกแต่เพียงว่า การจะล้มเลิกพลังงานนิวเคลียร์เป็นแผนการที่มีอยู่ แต่ต้องทำการศึกษาอีกสักระยะจึงจะให้คำตอบได้ และในอนาคตญี่ปุ่นจะต้องเพิ่มการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งอื่นๆ มากขึ้น สะท้อนภาพชัดว่าพรรคแอลดีพี ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับเหล่าบรรดาเครือธุรกิจขนาดใหญ่ ยังไม่เต็มใจนักที่จะบอกลาพลังงานนิวเคลียร์อย่างเต็มตัว

มุ่งเพิ่มรายได้ หรือกระตุ้นใช้จ่าย

การฟื้นเศรษฐกิจประเทศที่ปัจจุบันย่ำแย่อย่างหนัก จนเสี่ยงที่จะก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง หลังจากที่จีดีพีไตรมาส 3 ของปีนี้หดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบปี ที่ 0.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รวมไปถึงปัญหาขาดดุลการค้า หนี้สาธารณะที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกถึง 233% ต่อจีดีพีเมื่อปี 2554 รวมถึงค่าเงินเยนที่แข็งค่ามากเกินไป จนส่งผลต่อภาคการส่งออกและการแข่งขันของภาคธุรกิจในประเทศ นับเป็นความท้าทายสำคัญทางเศรษฐกิจที่พรรคต่างๆ ให้ความสำคัญไม่ต่างกัน

อย่างไรก็ตาม แนวทางการแก้ปัญหาของ 2 พรรคกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยพรรครัฐบาลดีพีเจต้องการที่จะลดหนี้ของประเทศด้วยการยืนยันว่า จะใช้นโยบายขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มไปอยู่ที่ 10% ในเดือน ต.ค. 2558 และกำหนดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะต้องเติบโตให้ได้ที่ 3% ในปี 2563 ส่วนนโยบายการเงินจะกำหนดเพดานเงินเฟ้อไม่เกินที่ 1%

ขณะที่ฝ่ายค้านพรรคแอลดีพีนั้น กลับต้องการให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กล้าที่จะใช้นโยบายการเงินและมาตรการกระตุ้นใหม่ให้มากกว่านี้ โดยกำหนดเพดานเงินเฟ้อไว้ถึง 2% พร้อมกับเสนอแก้ข้อบังคับของบีโอเจ ให้มีความยืดหยุ่นในการดำเนินโยบายต่างๆ มากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะสนับสนุนให้เพิ่มงบประมาณเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนมากขึ้น รวมถึงอาจเสนอให้มีการยืดระยะเวลาการบังคับใช้มาตรการขึ้นภาษีของรัฐบาลโนดะออกไปก่อน

จับตาเลือกตั้งอาทิตย์อุทัยขี้ขะตานายกฯคนที่7ในรอบ7ปี

 

แก้ รธน.เสริมเขี้ยวเล็บความมั่นคง

ความมั่นคงและการทหาร ได้กลายเป็นประเด็นหลักที่กลับมาอยู่ในความสนใจไม่แพ้เรื่องเศรษฐกิจ นับตั้งแต่เกิดข้อพิพาทเกาะเซนกากุ หรือเตียวหยูกับจีน รวมถึงการผงาดของจีน ก็ทำให้นักการเมืองซีกอนุรักษนิยมในญี่ปุ่นอย่างแอลดีพี เริ่มหันมาเสนอให้ญี่ปุ่นต้องมีท่าทีที่เข้มแข็งต่อด้านความมั่นคงมากขึ้น ผ่านทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถเพิ่มงบประมาณ ขยายกองกำลังป้องกันตนเอง และมีอิสระในการจัดการความมั่นคงได้ เช่น สิทธิในเรียกระดมพลได้เอง

แนวทางสายเหยี่ยวที่แข็งกร้าวเช่นนี้ เรียกเสียงตอบรับได้ดีไม่น้อยจากบรรดาพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งอาจกลายเป็นจุดร่วมในการดึงเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสมตามมา

 

ขณะที่พรรคดีพีเจนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องการเดินหน้าสุดโต่งด้านการทหารหรือความมั่นคงมากนัก ซึ่งตลอดเกือบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทางพรรคยังไม่ได้เสนอแนวทางด้านการทหารที่ชัดเจนแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงเข้าใจในจุดนี้ได้ว่าทางพรรคต้องการรักษาสถานภาพด้านความมั่นคงเอาไว้เช่นเดิม โดยมีจุดประสงค์หลักคือ หลีกเลี่ยงความขัดแย้งและเผชิญหน้ากับจีนโดยไม่จำเป็น

เพราะปัญหาการแย่งชิงหมู่เกาะกับเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดเบอร์ 2 ของโลกอย่างจีนนั้น กระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างหนัก เกิดกระแสต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นไปทั่วประเทศจีน จนฉุดยอดขายสินค้าญี่ปุ่นให้ดิ่งเหวในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางตลาดส่งออกที่ซบเซาหนักอยู่แล้วในตะวันตก ส่งผลให้การค้าระหว่างจีนญี่ปุ่นในเดือน ม.ค.–ต.ค.ปีนี้ ลดฮวบลงถึง 2.1% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว


กลับสู่วังวนเดิม

อย่างไรก็ตาม การที่ยังไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อย่างเด็ดขาด ก็ทำให้นักวิเคราะห์ต่างมองว่า ในที่สุดแล้ว รัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่นก็จะกลับไปสู่วังวนปัญหาเดิมของการเมืองหลายเส้าจนรัฐบาลผสมไม่มีเอกภาพมากพอที่จะขับเคลื่อนการดำเนินนโยบาย หรือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญๆได้

ที่ผ่านมาชาวญี่ปุ่นจำนวนมากต่างยังคงรู้สึกผิดหวังกับการบริหารงานของนักการเมืองที่มาจากพรรคกระแสหลักอย่างแอลดีพี ที่ยึดติดกับความเป็นอนุรักษนิยม และการบริหารงานแบบราชการมากเกินไป ขณะที่ดีพีเจที่ดูเหมือนจะเป็นความหวังใหม่นั้น ก็ขาดประสบการณ์ในการทำงานเห็นได้จากความสับสนในการจัดการปัญหาภัยพิบัติครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้ว

ดังนั้น พรรคการเมืองหน้าใหม่และพรรคขนาดเล็กจึงอาจช่วงชิงคะแนนเสียงได้มากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้

บรรดาผู้เชี่ยวชาญมองว่า รัฐบาลสมัยหน้าคงจะต้องเป็นรัฐบาลผสมจากหลายพรรค ซึ่งตรงจุดนี้เองจะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายในอนาคตไม่มีเอกภาพ และจะนำญี่ปุ่นกลับสู่สภาวะเดิมที่การตัดสินใจครั้งสำคัญๆไม่สามารถเดินหน้าได้ เพราะติดตรงที่ต้องเจรจากับหลายฝ่าย รวมถึงต้องโน้มน้าวฝ่ายค้านที่มีความต้องการแตกต่างกันมากเกินไป

“การที่พรรคแอลดีพีมีคะแนนนำดีพีเจไม่ถึง 10% เป็นการบ่งชี้ว่า ต่อให้พรรคแอลดีพีชนะเลือกตั้ง แต่ก็จะไม่มีคะแนนเสียงมากพอในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้” จุน ลิโอ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ จากสถาบันการศึกษานานาชาติเพื่อนโยบายสาธารณะ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองยังเสริมอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่เข้ามาดึงคะแนนเสียงแอลดีพี ก็คือการแข่งขันจากพรรคฟื้นฟูญี่ปุ่น (เจอาร์พี) ที่นำโดยชินทาโร อิชิฮาราะ อดีตผู้ว่ากรุงโตเกียว ซึ่งเคยออกโครงการขอเรี่ยไรเงินจากประชาชนเพื่อซื้อหมู่เกาะเซนกากุ หรือเตียวหยูจากเอกชนญี่ปุ่น เมื่อ 2 เดือนก่อน ซึ่งตรงจุดนี้สามารถดึงคะแนนเสียงผู้มีแนวคิดอนุรักษนิยม ที่ผิดหวังกับการทำงานของแอลดีพีในอดีตไปได้ไม่น้อย และคาดว่าจะได้รับคะแนนสูสีกับพรรคใหญ่อย่างดีพีเจเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจนำไปสู่รัฐบาลผสมจนเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเมืองญี่ปุ่น ที่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 6 คน ในช่วง 6 ปีมานี้ ทว่าในอีกด้านหนึ่ง การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ ก็ได้สะท้อนให้เห็นความเข้มแข็งทางการเมืองญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

คงไม่บ่อยนักที่โลกจะได้เห็นสปิริตของนักการเมืองระดับผู้นำประเทศ ที่ประกาศลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของการทำงาน และรับผิดชอบต่อความไม่พอใจของประชาชนผู้เป็นคนเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งเหล่าเกิดจาการสั่งสมกันมาหลายชั่วอายุคน

ขณะเดียวกัน ชาวญี่ปุ่นเองก็กล้าที่จะลงโทษพรรคใหญ่หากเห็นว่าทำผลงานบริหารประเทศได้ไม่ดี‌พอ ด้วยการไม่ยึดติดกับพรรคการเมืองใหญ่และเก่าแก่อย่างแอลดีพี ซึ่งปกครองญี่ปุ่นมาตลอดหลายสิบปีมานี้ แต่หันไปให้โอกาสพรรคขนาดกลางและขนาด‌เล็กเพื่อพิสูจน์ผลงาน ซึ่งทำให้การเมืองญี่ปุ่นไม่ถูกผูกขาดอยู่กับพรรคใดพรรคหนึ่งในช่วงหลังมานี้ ‌เป็นประชาธิปไตยแบบญี่ปุ่นที่ให้อำนาจในมือประชาชน‌
อย่างแท้จริง...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท