posttoday
ได้ลูบ ได้คลำ แถมยังทำกำไร (ตอนจบ)

ได้ลูบ ได้คลำ แถมยังทำกำไร (ตอนจบ)

08 ธันวาคม 2555

สัปดาห์นี้ก็ยังคงทำตัวเนียนๆ เป็นสมาชิก “บัวหลวง เอ็กซ์คลูซีฟ” ของธนาคารกรุงเทพกันต่อ เพราะนอกจากเพชรเลอค่าและนาฬิกาหรู ยังเหลือของรักของหวงที่เป็น “คอลเลกชันแสนรักของนักลงทุน” กันอยู่อีกหนึ่งอย่าง คือ ทองคำ ที่นอกจากจะได้ลูบๆ คลำๆ แล้ว ของสะสมพวกนี้ยังทำกำไรให้อีกด้วย และเพื่อให้ครบถ้วนจึงหยิบของสะสมเพิ่มค่าแบบอื่นๆ มาเข้าประกวดด้วย

สัปดาห์นี้ก็ยังคงทำตัวเนียนๆ เป็นสมาชิก “บัวหลวง เอ็กซ์คลูซีฟ” ของธนาคารกรุงเทพกันต่อ เพราะนอกจากเพชรเลอค่าและนาฬิกาหรู ยังเหลือของรักของหวงที่เป็น “คอลเลกชันแสนรักของนักลงทุน” กันอยู่อีกหนึ่งอย่าง คือ ทองคำ ที่นอกจากจะได้ลูบๆ คลำๆ แล้ว ของสะสมพวกนี้ยังทำกำไรให้อีกด้วย และเพื่อให้ครบถ้วนจึงหยิบของสะสมเพิ่มค่าแบบอื่นๆ มาเข้าประกวดด้วย

เครื่องประดับทอง

มาถึงตอนนี้คงไม่มีคำถามสำหรับการลงทุนทองคำ เพราะ 45 ปีที่ผ่านมา ทองคำพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันได้กลายเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนน่าพอใจ แม้ว่าปีนี้ราคาทองคำจะไม่ได้หวือหวาเหมือนกับปีที่ผ่านๆ มา แต่อย่างน้อยที่สุดนักลงทุนก็ควรจะมีทองคำ “ติดพอร์ต” เอาไว้เพื่อกระจายความเสี่ยง

ในขณะที่วิธีการลงทุนทองคำก็มีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ลงทุนทองคำแท่งกับร้านทอง ที่ไม่จำเป็นต้องเดินไปร้านทองอีกแล้ว เพราะสามารถซื้อขายแบบออนไลน์

หรือจะเลือกซื้อกองทุนทองคำกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบได้ราคาทองคำเหมือนซื้อทองต่างประเทศ (ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน) และแบบราคาทองคำในประเทศ (ไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน)

หรือจะซื้อในตลาดหลักทรัพย์ก็มีกองทุนอีทีเอฟทองคำหลากหลายแบบอีกเช่นกัน หรือถ้า “มือโปรฯ” ขึ้นมาอีกขั้นจะเลือกลงทุน โกลด์ ฟิวเจอร์ส ก็ยังได้

แต่ดูเหมือนว่าการลงทุนทองคำยุคใหม่นี้เราแทบจะไม่มีโอกาส “ได้ลูบ ได้คลำ” ทองคำที่เราลงทุน (ยกเว้นแต่ไปซื้อทองคำแท่งมาเก็บไว้ในตู้เซฟที่บ้าน)

ธนรัชต์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ฟิวเจอร์ส บอกว่า สำหรับคนที่มีเงินเย็นและต้องการลงทุนทองคำแบบที่ได้ทั้งประโยชน์ใช้สอยและทรัพย์สินที่มีมูลค่าในตัวเอง แนะนำให้ซื้อทองคำที่เป็นงานฝีมือชั้นยอดเก็บไว้ ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องประดับ หรือของประดับบ้าน รวมทั้งเป็นของขวัญในวันสำคัญต่างๆ

“ทองคำก็มีมูลค่าในตัวของมันเอง นอกจากนี้ของบางอย่างยังมีคุณค่าทางจิตใจเก็บไว้เป็นความทรงจำได้ โดยที่อาจจะไม่ได้ต้องการจะขายออกมา แต่มั่นใจได้ว่า เมื่อไรก็ตามที่ต้องการขายทองคำจะมีราคากลางที่เป็นมาตรฐาน” ธนรัชต์ กล่าว

ธนรัชต์ ยกตัวอย่าง “ปิ่นปักผมทองคำ” ที่ใช้ในพิธีแต่งงานแบบจีน ซึ่งพ่อจะต้องปักผมให้ลูกสาวก่อนออกจากบ้าน ก็เป็นของใช้ ของสะสม ที่เพิ่มคุณค่าตามกาลเวลา หรือจะเป็นชุดน้ำชาทองคำ ซึ่งใช้เป็นของตกแต่งบ้านที่มีมูลค่าในตัวเองและแสดงให้เห็นถึงความงดงามของช่างฝีมือไทย

นอกจากนี้ ฮั่วเซ่งเฮง ยังมี “การ์ดทองคำ” ซึ่งสามารถนำไปให้เป็นของขวัญของฝากเนื่องในโอกาสพิเศษๆ ที่น่าจะถูกใจผู้รับ ซึ่งที่ผ่านมามีการ์ดทองคำในเทศกาลวันแม่ และเพิ่งจะเปิดตัวการ์ดทองคำ สำหรับเป็นของขวัญต้อนรับสมาชิกตัวน้อยและงานแต่งงาน ที่นอกจากจะเป็นการ์ดอวยพรแล้ว ยังมีแผ่นทองคำที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ มูลค่า 1 บาททองคำ

ราคาการ์ดทองคำจะอิงกับราคาทองคำแท่งตามประกาศของสมาคมค้าทองคำในแต่ละวัน บวกกับค่าออกแบบอีก 380 บาท (ปกติแล้วค่ากำเหน็จสำหรับทองคำรูปพรรณจะอยู่ประมาณ 700 บาท) และสามารถนำมาขายคืนตามร้านทองทั่วไป แต่ถ้าจะให้ดีก็นำไปขายคืนที่ฮั่วเซ่งเฮงน่าจะได้ราคาดีกว่า

อย่างไรก็ตาม สำหรับ “งานชิ้นใหญ่” เช่น ชุดน้ำชาทองคำ ไม่เหมาะที่จะเป็นการลงทุนระยะสั้น เพราะค่ากำเหน็จจะค่อนข้างสูง โดยอาจจะเริ่มตั้งแต่ 5 หมื่นบาท ไปจนถึง 8 หมื่นบาท เนื่องจากเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ความละเอียดประณีตสูง

แต่ถ้าคิดจะลงทุนทองคำระยะยาวๆ แบบนักสะสม ธนรัชต์ บอกว่า อย่างน้อยๆ ราคาทองคำในแต่ละปีจะปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าเงินเฟ้อ ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมาราคาทองคำเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่แถวๆ 3% ทำให้เขายังมีมุมมองที่เป็นบวกต่อการลงทุนทองคำ

เหรียญกษาปณ์น่าสะสม

ถ้าจะสะสมเหรียญกษาปณ์แบบหวังมูลค่าเพิ่มในอนาคต เหรียญนั้นจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ 3 ข้อ คือ ต้องสวย ต้องผลิตออกมาน้อย และที่สำคัญด้านหน้าเหรียญจะต้องเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

เหรียญที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ประการ เช่น เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ พ.ศ. 2520 ราคาหน้าเหรียญ 1 บาท โดยด้านหน้าเป็นพระบรมรูปรัชกาลที่ 9 ทรงหว่านพันธุ์ข้าว ด้านหลังเป็นรูปแม่โพสพ หรือที่เรียกว่า“1 บาทโปรยข้าว” ซึ่งถ้ามีเหรียญนี้ในมือเรียกว่า “เก็งถูกตัว”

นอกจากนี้ เหรียญที่ออกในวาระสำคัญๆ ราคาซื้อขายอาจจะไม่ขยับมากนัก เพราะออกมาจำนวนมาก ในขณะที่บางเหรียญออกมาในวาระที่ไม่สำคัญ แต่กลับราคาดี เพราะออกมาจำนวนไม่มาก

เพราะฉะนั้น นักสะสมต้องติดตามข้อมูลจำนวนการผลิต และคาดคะเนความต้องการซื้อ รวมทั้งราคากลางในตลาด ไว้เสมอ

แต่สำหรับนักเก็งกำไร มีคำแนะนำว่า ควรจะเก็บ “เหรียญนิกเกิล” มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อจัดครบชุด เพราะจะได้ราคาดี แต่ “เหรียญสองสี” (เหรียญ 10 บาท2 สี) ก็อนาคตไกล

พลอยดี อนาคตไกล

ไม่ได้มีแค่เพชรเท่านั้นที่เป็นเครื่องประดับคู่ใจ แต่ยังมี “พลอย” ที่เลอค่าคู่ควรแก่การสะสม เพียงแต่ถ้าจะทำให้พลอยธรรมดาๆ กลายเป็น “พลอยดี” มีอนาคตต้องเลือกสะสมพลอยที่มีคุณลักษณะต่อไปนี้

เหมืองปิดแล้ว : นอกจากความงามของทับทิมสยาม ที่ทำให้เป็นที่ต้องตาต้องใจของนักสะสมและนักลงทุนทั่วโลกแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนตามหาทับทิมสยามกันให้ควั่ก เพราะจะไม่มีทับทิมสยามออกมาในตลาดอีกแล้ว หลังจากเหมืองในไทยปิดไปแล้ว เช่นเดียวกับ บุษราคัม บางกะจะ

เป็น “พลอยสด”: แม้ว่าพลอยเผาจะสวยกว่า ขายง่ายกว่า สีสันสวยกว่าพลอยสด เพราะการเผาจะทำให้พลอยสุกสว่างมากขึ้น แต่ถ้าคิดจะเป็นนักลงทุนต้องมองหาพลอยสด หรือพลอยที่ไม่ผ่านการเผาเท่านั้น

แต่พลอยที่ทำกำไรได้มากที่สุด กลับเป็นพลอยดิบ หรือพลอยที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน

ต้องเข้าตัวเรือน : ราคาพลอยจะเพิ่มขึ้น 23 เท่าตัว ถ้ามีการออกแบบตัวเครื่องประดับมาช่วยเพิ่มมูลค่า นอกจากนี้ การนำมาเข้าตัวเรือนยังเป็นการช่วยรักษาสภาพของพลอยเอาไว้ด้วย เพราะพลอยสามารถแตกหักได้ หากเก็บรักษาไม่ดี

ขนาดต้องใหญ่ : จะถูกหรือแพงไม่รู้ แต่ถ้าเป็นนักลงทุนพลอยต้อง “ใหญ่” ไว้ก่อน ซึ่งขนาดที่เหมาะกับการลงทุนไม่ควรจะต่ำกว่า 15 กะรัต ขนาดจิ๋วๆ อย่าไปมองให้เสียสายตา

ไวน์ดี ปีที่ดี และราคาที่ดี

กฎการลงทุนของไวน์ก็ไม่ต่างจากการลงทุนสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ คือ ต้องลงทุนใน “ไวน์ที่ใช่ในจังหวะเวลาที่ถูกต้อง และต้องได้ราคาที่ดี”

ไวน์จากแคว้น Bordeaux ประเทศฝรั่งเศส ถือเป็น “บลูชิป” สำหรับการลงทุนไวน์

ส่วนไวน์จากแคว้น Burgundy นักลงทุนบางท่านถือว่าเป็นการลงทุนที่ได้รับการประกันความเสี่ยงไปในตัว เพราะไวน์กลุ่มนี้จะผลิตออกมาจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นในแต่ละปี

แต่ถ้าง่ายๆ แค่นี้ก็คงไม่ใช่ไวน์ เพราะสำหรับกฎการลงทุนของไวน์แล้วอาจจะต้องเพิ่มเข้าไปอีกว่า “ซื้อไวน์ยี่ห้ออะไรก็ได้ในปีที่ดี ดีกว่าซื้อไวน์ที่มีชื่อเสียงในปีที่แย่”

เพราะไม่ใช่ทุกปีที่จะถูกนับเป็น “ปีที่ดี” สำหรับไวน์ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภูมิอากาศ ซึ่งนักดื่มไวน์ตัวจริงจะรู้ว่าปีใดก็ตามที่ช่วงกลางวันแดดร้อนยาวนาน กลางคืนอากาศเย็น และช่วงเก็บเกี่ยวไม่มีน้ำฝนเข้ามาทำให้คุณภาพองุ่นลดลง

ผู้รู้บอกว่า ในรอบศตวรรษที่ผ่านมา เมื่อประเมินโดยกว้างๆ แล้วมีอยู่เพียงไม่กี่ปีที่นักดื่มไวน์จะถือได้ว่าเป็น “ปีที่ดี” ของไวน์ Bordeaux ปีที่ดีเหล่านั้นได้แก่ 1945 1961 1982 1985 1990และ 2000

นอกจาก เพชรเลอค่า นาฬิกาหรู เครื่องประดับทอง พลอย เหรียญกษาปณ์ และไวน์ดี ยังมีของสะสมอีกอย่างที่สามารถให้ความสุขจากการได้ลูบ ได้คลำ ให้คุณค่าทางใจแล้ว ราคายังเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท