
ชำนิเตือนMAXแรงไร้เหตุผล
“ชำนิ จันทร์ฉาย” ออกโรงเตือนอีกครั้งอย่าหลงกลเล่นหุ้น MAX ปฏิเสธข่าวลือไม่คิดเปลี่ยนเป็นธุรกิจใหม่ ต้องหาเงินหมุนเวียนทำธุรกิจหลังสำรองหนี้
“ชำนิ จันทร์ฉาย” ออกโรงเตือนอีกครั้งอย่าหลงกลเล่นหุ้น MAX ปฏิเสธข่าวลือไม่คิดเปลี่ยนเป็นธุรกิจใหม่ ต้องหาเงินหมุนเวียนทำธุรกิจหลังสำรองหนี้
หุ้นบริษัท แมกซ์ เมทัล คอร์ปอเรชั่น (MAX) กลับมาร้อนแรงอีกครั้งในช่วงท้ายตลาดวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยราคาหุ้นปิดที่ 0.23 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาท หรือ 21.05% มูลค่าการซื้อขายรวม 56 ล้านบาท
นายชำนิ จันทร์ฉาย ประธานกรรมการ MAX เปิดเผยว่า อยากเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังในการลงทุนหุ้น MAX เพราะบริษัทไม่มีพัฒนาการใดๆ ในทางที่ดีขึ้นเลยที่จะสนับราคาหุ้น
ขณะนี้แนวโน้มธุรกิจเหล็กยังแย่ ขณะเดียวกันบริษัทยังต้องตั้งสำรองหนี้จากลูกหนี้การค้าที่ซื้อสินค้าแล้วไปชำระเงินกว่า 46 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างฟ้องร้องต่อศาลอยู่
นอกจากนี้ ยังต้องหาเงินทุนหมุนเวียนเพื่อนำมาใช้ในการทำธุรกิจด้วย ซึ่งจะเห็นว่าไม่มีพัฒนาที่ดีเลย จึงไม่อยากเห็นนักลงทุนเข้ามาและมีอาการติดหุ้นในระดับราคาที่สูง
ทั้งนี้ ในตลาดมีการนำข่าวที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังเปิดรับความคิดปรับหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล เพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและคอร์รัปชัน จึงมีการนำประเด็นนี้มาเป็นช่องในการคิดว่าบริษัทขนาดเล็กที่กิจการยังไม่ดีนักจะมีโอกาสการขายหรือเปลี่ยนธุรกิจให้กับบริษัทใหม่ๆ ที่จะเข้าตลาดทางอ้อมแทน เพราะหากเกณฑ์ของ ก.ล.ต.ออกมาจะทำให้มีความเข้มงวดในการเข้าจดทะเบียนในตลาดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ MAX ยังคงยืนยันที่จะทำธุรกิจเหล็กเหมือนเดิมและไม่มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนธุรกิจอย่างที่มีการสอบถามกันเข้ามาจำนวนมาก
“ผมในฐานะที่เป็นผู้บริหารไม่อยากเห็นนักลงทุนเข้ามาติดหุ้นในราคาสูง เพราะพื้นฐานไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมจึงต้องออกมาเตือนนักลงทุน โดยที่ทางตลาดหลักทรัพย์ยังไม่ได้มีการสอบถามเข้ามา และถ้าถามมาก็จะให้ข้อมูลเช่นนี้เหมือนกัน” นายชำนิ กล่าว
สำหรับความคืบหน้าในการซื้อเครื่องจักรใหม่มาใช้ในการผลิตก็ยังไม่ได้คืบหน้าแต่อย่างใด เพราะขณะนี้ยังรอผลการพิจารณาขอสินเชื่อจากธนาคารแห่งหนึ่ง
นายชำนิ กล่าวถึงผลดำเนินงานในไตรมาส 4 ว่า ยังมีแนวโน้มไม่ดี ขณะที่ไตรมาส 3 ก็ขาดทุน 52.60 ล้านบาท พลิกจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร เพราะรายได้รวมลดลง 125.53 ล้านบาท จาก 206.59 ล้านบาท เหลือ 81.06 ล้านบาท หรือลดลง 60.76%
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา นายภมรกรณ์ เล็กปรีชากุล ได้รายงาน ก.ล.ต.ว่าได้ขายหุ้น MAX ที่ถืออยู่ 8.94% ออกทั้งหมด







