
เปิดข้อมูลผิดนัดชำระหนี้รายไตรมาส
เครดิตบูโรเตรียมจับมือแบงก์หวังแจ้งเตือนภัยทางเศรษฐกิจ“เครดิตบูโร” เตรียมจับมือแบงก์ออกรายงานข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้รายไตรมาส หวังเพิ่มบทบาทการแจ้งเตือนทางเศรษฐกิจ หวั่นคนสร้างหนี้
เครดิตบูโรเตรียมจับมือแบงก์หวังแจ้งเตือนภัยทางเศรษฐกิจ“เครดิตบูโร” เตรียมจับมือแบงก์ออกรายงานข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้รายไตรมาส หวังเพิ่มบทบาทการแจ้งเตือนทางเศรษฐกิจ หวั่นคนสร้างหนี้
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า ขณะนี้เครดิตบูโรอยู่ระหว่างหารือกับศูนย์วิจัยธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง เพื่อจัดทำรายงานข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้ในระบบ (Bureau Alert) เผยแพร่แก่สาธารณชนเป็นรายไตรมาส ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินฉบับที่ 2 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งระบุให้เครดิตบูโรมีบทบาทแจ้งเตือนสัญญาณทางเศรษฐกิจแก่สังคมมากขึ้น โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการและเผยแพร่ข้อมูลได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า
“ข้อมูลนี้จะช่วยสะท้อนภาพวินัยการเงินในระบบเป็นการแจ้งเตือนหากมีสัญญาณอันตราย เนื่องจากปัจจุบันคนไทยเริ่มมีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่น่ากังวล กู้ง่าย ได้ไว กู้เป็นก้อน ผ่อนเป็นงวด หากภาระหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นจะนำไปสู่ปัญหาสังคมได้ โดยวัฒนธรรมที่ถูกควรเริ่มจากออม ลงทุน ประกันแล้วจึงกู้” นายสุรพล กล่าว
นายสุรพล ระบุว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ มีการขอดูข้อมูลเครดิตบูโรของลูกค้าเพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์รวม 17.5 ล้านครั้ง โดยเป็นลูกค้าใหม่ 12 ล้านครั้ง เท่ากับว่ามียอดการสมัครขอสินเชื่อใหม่ เฉลี่ย 1.2 ล้านครั้งต่อเดือน ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลบัญชีสินเชื่อบุคคลทั้งระบบที่ 12 ล้านบัญชี พบว่ามีหนี้เสียอยู่ 1 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 10%
สำหรับบัญชีสินเชื่อบัตรเครดิตทั้งระบบราว 15 ล้านใบ มีหนี้เสียอยู่ราว 4.5-4.6 แสนล้านใบ ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณปัญหา แต่คงต้องจับตาดูต่อไปอีก 12 เดือน เพราะในปีนี้คาดว่าจะมียอดขายรถยนต์ในประเทศถึง 1.4 ล้านคัน จากนโยบายรถคันแรก ซึ่งอาจไปกระตุ้นค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาคครัวเรือน ซึ่งจะถูกส่งผ่านต่อไปยังค่าครองชีพเป็นปัญหาไปทั้งระบบได้
“สินเชื่อรถยนต์ตอนนี้แบงก์ได้กำหนดให้วางเงินดาวน์ 20% และมีคนค้ำประกันเพื่อควบคุมความเสี่ยง แต่ปัจจัยที่เรากังวลมากกว่าคือรายจ่ายด้านพลังงานของภาคครัวเรือน เพราะรายได้เขาอาจเพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายจ่าย สำหรับคนที่อัตราการก่อหนี้ต่อรายได้ยังอยู่ที่ 20-30% คงไม่เป็นไร แต่คนที่มีหนี้ 60-70% ของรายได้จะตึงตัวมาก” นายสุรพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายสุรพล เห็นว่า ภาพรวมหนี้ในระบบขณะนี้ยังไม่อยู่ในขั้นที่น่ากังวลมากนัก โดยเชื่อว่าการที่ ธปท.ขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ให้ลดการโฆษณากระตุ้นการสร้างหนี้ของประชาชน จะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนแรงของสินเชื่อในระบบได้ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้จ่ายสูง







