posttoday
"ตัวอย่างออมเพื่อชีวิตหลังเกษียณ" คนบันเทิง-ข่าว-ตลาดทุน

"ตัวอย่างออมเพื่อชีวิตหลังเกษียณ" คนบันเทิง-ข่าว-ตลาดทุน

06 ธันวาคม 2555

ถือเป็นเรื่องดีที่ตอนนี้หลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับการเก็บเงินออมเพื่อชีวิตหลังเกษียณที่มีความเพียบพร้อมทั้งความสุขและความมั่งคั่ง

ถือเป็นเรื่องดีที่ตอนนี้หลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับการเก็บเงินออมเพื่อชีวิตหลังเกษียณที่มีความเพียบพร้อมทั้งความสุขและความมั่งคั่ง

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

แต่เพื่อให้เกิดผลมากที่สุด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ ได้จัดสัมมนา “ชีวิตหลังเกษียณ...ใครเก็บตุนความมั่งคั่งได้ดีกว่ากัน” ก็เพื่อให้ลูกค้าและประชาชนได้เห็นตัวอย่างที่แท้จริงว่า หากใครคิดออมก่อนก็มีสิทธิที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขก่อน

บลจ.ไทยพาณิชย์ ยกตัวอย่างจากบุคลากรทั้งวงการตลาดทุนที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญด้านการลงทุนอยู่แล้วมาบอกเล่าในแบบอย่างที่พวกเขาได้ทำกันจริงๆ อย่าง “วิน พรหมแพทย์” หัวหน้าการลงทุนสำนักงานประกันสังคม และ “ดวงมน จึงเสถียรทรัพย์”ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ส่วนคนในวงการบันเทิงและผู้ประกาศข่าว เช่น “ตั๊กมยุรา เศวตศิลา” พิธีกรและนักแสดงชื่อดัง “บ๊อบณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์” พิธีกร ผู้ประกาศข่าว และ “กาละแมร์พัชรศรี เบญจมาศ” ที่งานนี้ไม่ได้ขอทำหน้าที่พิธีกรเพียงอย่างเดียว แต่เธอพร้อมแชร์และการันตีวิธีการออมของเธอด้วยว่าหลังเกษียณเธอจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

อดทนคือหัวใจหลักการออม

ถือเป็นคนหนึ่งที่ควรเอาเยี่ยงและเอาอย่าง ทั้งในเรื่องความรับผิดชอบในหน้าที่การงานและการใช้เงินที่คำนึงถึงวันข้างหน้าได้อย่างละเอียดรอบคอบ แต่กว่าที่จะได้มาของสิ่งดังกล่าวนั้น “มยุรา” บอกว่า เพราะเกิดจากการโตมาในครอบครัวฐานะปานกลาง จึงพยายามหารายได้พิเศษและออมเงินไว้มากที่สุด โดยยึดคำสอนของพ่อแม่ที่สอนให้รู้จักขี้เหนียว ขี้ตืด และอย่าไปเอาของคนอื่นก็พอ

มยุรา บอกว่า รู้จักออมตั้งแต่อายุ 12 ปี จากการให้เพื่อนกู้ 1 บาท ถ้ายังไม่เอามาคืนภายใน 12 สัปดาห์ก็จะคิดเป็น 1.50 บาท ซึ่งจุดเริ่มหาวิธีเก็บออมเล็กๆ จนถึงการถ่ายภาพยนตร์ครั้งแรกได้เงินมา 2.5 หมื่นบาท เธอบอกกับตัวเองตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาว่าได้เงินมา 100 บาทจะเก็บ 80 บาท และใช้เพียง 20 บาทเท่านั้น โดยเก็บเงินทุกอย่างไว้ในบัญชีแบงก์

นอกจากนั้น เธอยังบอกว่า สิ่งที่สำคัญมากที่สุดของการเก็บออม นั่นคือ “ความอดทน” ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับสมัยนี้ที่มีสิ่งกระตุ้นมากกว่าคนสมัยก่อนมาก แต่เชื่อว่า หากสามารถฝ่าฟันมันได้จะเห็นประโยชน์ของการอดทนได้เป็นกอบเป็นกำ

“สมัยก่อนสิ่งเร้าไม่เยอะ แต่ก็เป็นเรื่องโชคดีที่พี่เป็นคนไม่มีก็ไม่เที่ยว และอดทนจนสามารถผ่อนซื้อบ้านราคา 45 แสนบาท ขนาด 70 ตารางวาได้ภายใน 23 ปี หลังจากนั้นถึงจะใช้เงินได้อย่างสบาย ซึ่งสร้างความภูมิใจให้กับเรามาก คนอาจจะมองว่าอาชีพเราอาจมีโอกาสได้มากกว่าคนอื่น แต่เชื่อว่า หากทุกคนยอมอดเปรี้ยวแล้วรอกินหวานได้ อย่าเป็นหนี้เยอะ อย่าใช้เงินอนาคตมาก อดทน และใช้เงินน้อยกว่าเงินที่ได้รับมาเสมอ ก็ทำให้ทุกคนมีชีวิตได้อย่างมีความสุข”

นอกเหนือจากที่มีการใช้เงินอย่างระมัดระวังแล้ว ทุกวันนี้ “มยุรา” ก็มีการจัดสรรเงินไว้อย่างชัดเจน อาจเป็นเพราะมีนิสัยที่ชอบเก็บเงินไว้มากที่สุดเพื่อความสบายใจ ก็แบ่งเงินที่ได้รับมาฝากกับธนาคารไว้ 50% ซึ่งเป็นเงินเผื่ออนาคตที่มองไว้อาจใช้เปิดบริษัทของตัวเอง และอีก 50% นำไปลงทุนหุ้น กองทุนรวมหุ้นระยาว (LTF) และทองคำ

สิ่งหนึ่งที่เธอย้ำว่า พอถึงเวลาเกษียณเธออาจเป็นคนหนึ่งที่คงไม่หยุดทำงาน เพราะเป็นสิ่งที่เราทำงานมาตลอดและเชื่อว่าทุกคนยังมีพลังทำอะไรได้ออกมาอีกเยอะ เธอจึงขอยกตัวอย่างท่านองคมนตรีคุณพ่อของสามีเธอ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา ที่หลังท่านเกษียณก็ยังคงทำงานตลอดเรื่อยมาจนถึงวันนี้ที่อายุกว่า 90 ปี ฉะนั้นการที่บอกว่าพวกเราจะเกษียณกันตอนอายุ 60 ปี ถือว่าเรายังอายุน้อยมาก

ต้องมีความสุขสุขภาพดีมั่งคั่ง

“ดวงมน จึงเสถียรทรัพย์” มีมุมมองของชีวิตหลังเกษียณว่าควรมี 3 สิ่งพร้อมกัน คือ การมีความสุข การมีสุขภาพ และชีวิตที่มีความมั่งคั่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเริ่มถามตัวเองก่อนว่า “มีเป้าหมายจะทำอะไรหลังชีวิตเกษียณ” เช่น อ่านหนังสือ เล่นกีฬา ไปเที่ยวกับเพื่อน หรือต้องการย้ายบ้านเพื่อไปอยู่ในสิ่งที่มีอำนวยความสะดวกเมื่ออายุมากขึ้น หรือไปอยู่ต่างจังหวัด

ทั้งนี้ มีงานวิจัยของสหรัฐระบุว่า ผู้หญิงทุกคนจะประสบกับสถานะการเป็นม่าย เพราะต้องหย่าร้างหรือผู้ชายมักเสียชีวิตก่อน ดังนั้นต้องถามว่าทุกวันนี้มีความพร้อมด้านการเงินแค่ไหนถ้าเราต้องมีอายุยืน อย่างน้อยต้องมีเงินรองรับการรักษาโรคที่มักมาเยือนเมื่อมีอายุมากในชนิดที่ต้องรักษาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และการที่เราจะไปหวังรอเบี้ยผู้สูงอายุเพียงเดือนละ 500 บาท หลังชีวิตเกษียณจากรัฐบาลคงไม่เพียงพอ ขณะที่เป็นเรื่องคาดเดายากที่จะหวังพึ่งลูกหลาน

ทั้งหมดนี้ ถ้ามาคิดตอนอายุหลัง 35 ปี ถือว่าเป็นเรื่องที่สายเกินไปแล้ว สิ่งที่ควรทำคือหลังเกษียณเราควรมีรายได้หลักคิดเป็น 60% ของอัตราเงินเดือนงวดสุดท้าย จึงถือว่าสามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีความสุข เช่น ปัจจุบันมีเงินเดือน 2 แสนบาท ชีวิตหลังเกษียณก็ควรมีรายได้ที่ 1.2 แสนบาท

“ต้องถามว่าตอนนี้พวกเราเริ่มคิดถึงภาพวันนั้นแล้วหรือยัง ซึ่งบางคนต้องการทำงานหลังเกษียณก็ยังทำได้ แต่ก็ควรเลือกได้ว่าจะทำงานที่มีรายได้ หรือทำงานเพื่อการกุศล แต่ทั้งนี้ควรเป็นงานที่ไม่ทำให้รู้สึกเครียด หรือต้องมีรายได้เท่ากับช่วงก่อนเกษียณ โดยเลือกทำเพียง 23 วันต่อสัปดาห์เท่านั้นพอ”

แต่ถ้าพูดถึงวิธีส่วนบุคคลของเธอคนนี้ เป็นเพราะการที่เป็นลูกคนจีนที่มีความมานะอดทนหาเงิน เพราะต้องการหาเงินเรียนด้วยตนเอง หลังจากที่ไม่อยากถูกไปยืนหน้าห้องเรียนเมื่อคุณพ่อนำเงินมาจ่ายค่าเรียนช้า ดังนั้นเกิดปณิธานว่าจะเริ่มหาเงินเองก่อนที่จะถึงเวลาจ่ายค่าเทอม โดยเริ่มจาก ป.4 ที่ใช้เงิน 7.50 บาททำจับสลากและขายหมดแผงทุกครั้ง เธอทำอย่างนั้นทุกครั้งที่ปิดเทอม จนถึง ป.7 ทำให้รู้ค่าสถิติว่าเจ้ามือได้กำไรจริงๆ จากลูกค้าส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ชาย และลูกค้าที่ซื้อสลากหนักก็เป็นผู้ชาย

จนปี 2518 เข้ามหาวิทยาลัย ได้ไปฝึกงานที่หนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น ได้ค่าจ้างวันละ 100 บาท จนวันหนึ่งพ่อแม่แยกทางกัน โดยพ่อแต่งงานใหม่ จึงเล่นแชร์กับพนักงานในโรงงานจนสามารถส่งตัวเองเรียนจบปริญญาโท แต่ก็ยังไม่พอ จึงต้องไปกู้เงินมาเรียน และพอได้ทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กู้เงิน 4 แสนบาท เพื่อมาซื้อบ้านราคา 8 แสนบาท หนี้จึงเพิ่มพูนมากขึ้น ทำให้เธอต้องหารายได้เพิ่มช่วงวันเสาร์อาทิตย์จะสอนหนังสือและทำต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

ถึงวันนี้เธอบอกหลักการลงทุนตัวเองว่า ทุกครั้งที่ตัวเองเป็นหนี้จะมีการทำประกัน ทั้งที่เป็นคนไม่ชอบธุรกิจประกัน แต่จำเป็นต้องทำเพราะต้องการคัฟเวอร์หนี้ เนื่องจากมองว่าถ้าวันหนึ่งเราเป็นอะไรไปคนที่อยู่ข้างหลังเราก็จะมีบ้านและมีทรัพย์สินอยู่

“แต่ละครั้งที่จะออมหรือจะเป็นหนี้จะมีเป้าหมายตลอดว่าทำเพื่อส่งตัวเองเรียน ซื้อบ้าน ซื้อรถ และไม่เคยคิดเรื่องหลังเกษียณ จนสามารถผ่อนทุกอย่างหมด ก็บอกกับตัวเองว่าจะไม่ยอมเป็นหนี้อีกเลย แม้ทุกวันนี้จะมีโปรโมชันซื้อแล้วคิดดอกเบี้ย 0% ไม่กี่เดือนก็ตาม จนทุกวันนี้สามารถเดินช็อปปิ้งในวันที่มีการลดราคาเยอะได้ แต่มักจะถามตัวเองว่าอยากได้จริงๆ หรือเปล่า”

จนวันนี้เกิดสูตรการออมของตัวเองว่า 100% ใช้ 30% ออม 62% และบริจาคโดยการหักจากเงินเดือน 8% โดยสัดส่วนที่การออมแบ่งเป็นพอร์ตการลงทุน คือ กองทุนหุ้น LTF&RMF ทั้งหมด 30% ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้ค่าเช่ารายเดือน เดือนละ 1.4 แสนบาท ประมาณ 30% ซึ่งตรงนี้ต้องคิดให้ดีว่าเราจะลงทุนเป็นทั้งก้อนหรือเป็นรายห้อง แต่ความเสี่ยงที่ลงทุนเป็นห้องเพียงไม่กี่ห้องอาจเกิดความเสี่ยงที่ไม่มีผู้เช่าเลยก็ได้ แต่ถ้าเราลงทุนเป็น 40 กว่าห้องเลย การที่จะไม่มีผู้เช่าพร้อมกั้นทั้งหมดเป็นเรื่องยาก และอีก 30% พันธบัตรหรือหุ้นกู้ระยะยาวที่รัฐบาลออกมาในทุกรัฐบาล และอีก 10% เป็นพันธบัตรระยะสั้นที่จะอาศัยในการจับจังหวะในการลงทุน เหตุผลที่ไม่สามารถลงทุนในหุ้นได้เพราะเป็นหน่วยงานกำกับด้านการลงทุน

ชีวิตไม่แน่นอนต้องใช้ 70% ออม 30%

สำหรับ“ณัฐธีร์” ออกตัวว่า เขามีวิธีการวาง‌แผนทางการเงินที่สวนทางกับ“มยุรา”ส่วนหนึ่ง‌ต้องยอมรับว่าผู้ชายไม่สามารถมีความอดทนได้เท่า‌กับผู้หญิง และผู้ชายมักมองว่าชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่‌แน่นอน ฉะนั้นจึงอยากมีความสุขกับทุกช่วงเวลา‌ของชีวิต ดังนั้นจึงใช้สูตรเก็บเงิน 30% และใช้ 70% ‌เพราะสามารถมีความสุขจากเงินที่หามาได้กับการ‌ซื้อรถ ซื้อเครื่องเสียง ถ้าเราใช้ชีวิตมีความสุขได้ด้วย‌เราก็จะมีความสุขในการใช้ชีวิตต่อไปได้ดี

หากวางแผนชีวิตเบื้องต้นจะใช้ชีวิตหลังเกษียณ ‌20ปีข้างหน้าด้วยเม็ดเงิน 1.2-1.5 หมื่นบาทต่อเดือน‌จะต้องเก็บเงินให้ได้ 2.4 ล้านบาท แต่เราก็สามารถ‌ทำเงินเหล่านี้ให้งอกเงยเป็น 10 ล้านบาท ถ้าปล่อย‌ให้เงินทำงานและหวังได้อัตราผลตอบแทนจากการ‌ลงทุน 4-5% ก็สามารถทำได้

“สำหรับผมควรมีการยืดหยุ่นและผ่อนปรนใน‌การเก็บออมและใช้ หากมีความจำเป็น แต่ก็ควร‌พยายามรักษาสัดส่วนดังกล่าวไว้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่‌เดือนไหนเรามีใช้เกินสัดส่วนที่กำหนดไว้ 70% ‌ฉะนั้นเดือนต่อๆ ไปก็ควรออมให้ได้มากกว่า 30% ‌หรือในกรณีที่ในส่วนที่ใช้ 70% เหลือไว้ก็ควรนำเงิน‌ที่เหลือใช้มาออมเพิ่มได้ แต่สิ่งเดียวที่ผมทำคือจะไม่‌มีการนำเงินออมไว้ที่แบงก์”

นอกจากนั้น เขาบอกว่า เขาโชคดีที่เขามีรายได้‌จากหลายทาง ดังนั้นการลงทุนควรยึดหลักเฉลี่ย ซึ่ง‌การที่มีเวลาดูพอร์ตน้อยครึ่งปีก็ควรสำรวจพอร์ต‌ลงทุนครั้งหนึ่ง เพราะทุกวันนี้ผ่านไปครึ่งปีเขาจะนำ‌เงินที่ออมไว้ 30% ไปลงทุนระยะยาวมากขึ้น เพื่อ‌ให้เงินได้ทำงานและได้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าการ‌ฝากไว้ที่ธนาคารเพียงอย่างเดียว ผลที่ได้ก็จะได้เงิน‌ออมในอัตราที่พอกพูนขึ้น เช่น ซื้อกองทุนระยะสั้น‌ที่ให้ดอกเบี้ย 3-5% ซื้อทองคำในจังหวะเวลาที่‌เหมาะสม ซื้อกองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่มีอัตรา‌การเติบโตสูง

ทั้งนี้ แม้เห็นเขาแบ่งสัดส่วนเงินที่หาได้ถึง 70% ‌“ณัฐธีร์”บอกว่า เขาก็ไม่ถึงกับตระหนี่หรือฟุ้งเฟ้อกับ‌การใช้ชีวิต เพราะมีข้อกำหนดของตัวเองว่าต้องไม่‌เอาเงินในอนาคตมาใช้ และต้องมีวินัยทางการเงิน‌อย่างเคร่งครัด เพราะถ้าลองทำผิดไปแล้วครั้งหนึ่ง ‌ครั้งต่อไปก็จะเกิดความเคยชินว่าเคยทำมาแล้ว แล้ว‌ก็จะทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ


ตัดอารมณ์ตัวเองออกจากการลงทุน

เห็นอยู่ในหน่วยงานที่ต้องดูแลการลงทุนให้คน‌อื่น มาตอนนี้ถึงคราวที่ต้องดูวิธีการลงทุนส่วนตัว‌ของเขาคนนี้แล้ว“วิน”บอกว่า ทุกเดือนจะถูกหัก‌เข้าให้กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ‌3%แต่เขาเลือกให้หักได้เต็มเพดานที่ 15% ทั้งนี้‌เพื่อนำไปหักภาษีได้ หักเงินผ่อนบ้าน หักเงินเข้า‌สหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะให้อัตราดอกเบี้ย‌ที่ดี พร้อมกับให้คุณแม่ทุกเดือนพร้อมกับโอนเข้า‌บัญชีเที่ยวโดยตั้งเป้าจะต้องพาคุณแม่ไปเที่ยวต่าง‌ประเทศอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพราะเราถือว่าแม่‌ยังเดินไปไหนมาไหนเองได้ นอกจากนั้นจะแบ่งไป‌ซื้อLTFและRMFทุกเดือน โดยจะไม่ไปทุ่มซื้อ‌ช่วงปลายปี ซึ่งส่วนใหญ่ราคาหุ้นมักจะปรับขึ้นตอน‌ปลายปี

“การลงทุนทุกเดือนจะได้ราคาเฉลี่ยซึ่งทำให้มี‌ต้นทุนที่ถูกกว่า ซึ่งทุกเดือนควรหักอารมณ์ส่วนตัว‌ของตัวเองออกเพื่อลงทุนแบบค่าเฉลี่ย ซึ่งคิดง่ายๆ ‌คนที่อายุน้อยก็ควรเริ่มเก็บเงินออมในสัดส่วนที่น้อย ‌
เช่น อายุ 20 ปี ก็ออม 20% ของเงินเดือน อายุ ‌30ปี ออม 30% ของเงินเดือน และอายุ 40 ปี ‌ออม 40% ของเงินเดือน”วิน กล่าว


ชัดเจนไม่ยอมเป็นหนี้เด็ดขาด

แม้งานนี้เธอจะมาเป็นพิธีกร แต่อดที่จะขอแบ่ง‌ประสบการณ์ส่วนตัวไม่ได้ โดยเธอบอกกับตัวเอง‌ตลอดว่า จะไม่ซื้ออะไรที่ทำให้เป็นหนี้เด็ดขาด ‌ยกเว้นอยู่เรื่องเดียวคือการผ่อนบ้าน ที่ผ่านมาเธอ‌ผ่อนบ้านจนทางแบงก์ต้องบอกว่าถ้าคุณแมร์ไม่หยุด‌ผ่อนจะต้องเสียค่าปรับให้กับแบงก์แทนนะคะ ‌เพราะสัญญาได้ระบุว่าห้ามจ่ายให้ครบก่อนอายุ 3 ปี

นอกจากนี้ ควรใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์‌สูงสุด เช่น การใช้ซื้อหน่วยลงทุนโดยใช้บัตรเครดิต‌ซึ่งทำให้เราสามารถได้พอยต์ไปแลกของต่างๆนานา หรือสามารถได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นได้ก็ทำมาแล้ว ‌แต่ทั้งหมดนี้ก่อนจะรูดเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิต้องมีการเปรียบเทียบดูโปรโมชัน หรือดูแบงก์ที่ให้ของ‌สมนาคุณที่ดีที่สุดประกอบด้วย รวมถึงไม่ลืมที่จะดูผลประกอบการหรือการบริหารพอร์ตของ‌กองทุนด้วย

มีคนหลากหลายวงการได้แนะนำตัวอย่างดีๆ ‌มาให้ดูกันแล้ว ว่าผลที่ได้มันงอกเงยและพอกพูน‌ขนาดไหน ฉะนั้นเริ่มต้นตอนนี้คงไม่สายที่จะใช้ชีวิต‌ที่มีความสุขหลังเกษียณได้ไม่ยาก

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน