
โจทย์หินซีทีเอชภารกิจกู้คืนหมื่นล้าน
เกม “มิชชัน อิมพอสสิเบิล” ของบริษัท เคเบิล ไทย โฮลดิ้ง หรือซีทีเอช ในการชิงสุดยอดลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 3 ฤดูกาลจากทรูวิชั่นส์ มาไว้ในครอบครอง ด้วยมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท แม้จะผ่านด่านแรกไปแล้ว แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะซีทีเอชยังมีขวากหนามที่ต้องฝ่าฟันอีกมาก
เกม “มิชชัน อิมพอสสิเบิล” ของบริษัท เคเบิล ไทย โฮลดิ้ง หรือซีทีเอช ในการชิงสุดยอดลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 3 ฤดูกาลจากทรูวิชั่นส์ มาไว้ในครอบครอง ด้วยมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท แม้จะผ่านด่านแรกไปแล้ว แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะซีทีเอชยังมีขวากหนามที่ต้องฝ่าฟันอีกมาก
อย่างที่ทราบ ซีทีเอช เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของผู้ประกอบการเคเบิลท้องถิ่น เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการรวมกันซื้อลิขสิทธิ์รายการจากต่างประเทศ เริ่มด้วย 16 ช่องรายการ ต่อมากลุ่มของ “วิชัย ทองแตง” เข้าไปถือหุ้นพร้อมทั้งปรับโครงสร้างใหม่ โดยดึง “ยิ่งลักษณ์ วัชรพล” ทายาทหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเข้ามาถือหุ้น และเพิ่มทุนเป็น 1,000 ล้านบาท
และปัจจุบันสัดส่วนการถือหุ้นในซีทีเอช ประกอบด้วยกลุ่มเคเบิลท้องถิ่น 30% วิชัย 25% และยิ่งลักษณ์ 25% ยังเหลือหุ้นอีก 20% ที่รอพันธมิตรเข้ามาร่วมทุน ซึ่ง วิชัย คุยว่าหลังจากที่มีลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกในมือ ก็มีนักลงทุนทั้งไทยและเทศให้ความสนใจเข้ามาถือหุ้นที่เหลือจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะให้ใครมาร่วมหอลงโรงด้วย ซึ่งก็ต้องรอดูกันว่าใครจะเข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้ซีทีเอชบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น
การดำเนินงานของซีทีเอช ที่มีมืบริหารเบอร์หนึ่งอย่าง กฤษณัน งามผาติพงศ์ เข้ามานั่งในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารนั้นมีเป้าหมายคือการเป็นผู้ให้บริการทั้ง 4 ด้านหลักคือ ภาพ เสียง อินเทอร์เน็ต และบริการเคลื่อนที่ โดยภารกิจสำคัญในเบื้องต้น คือการวางโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งซีทีเอช เลือกจับมือกับทีโอทีและซิมโฟนี คอมมูนิเคชั่นส์ 2 ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติก รายใหญ่ของไทย ให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการให้บริการเคเบิลทีวี ของซีทีเอช
ทั้งนี้ ซีทีเอช ตั้งงบลงทุนไว้ราว 2 หมื่นล้านบาทใน 3 ปี โดย 8,000 ล้านบาท จะเป็นการลงทุนในส่วนของโครงข่าย ซึ่งได้วางเป้าหมายเบื้องต้นจะเข้าถึงสมาชิกรายเดิมของผู้ประกอบการในเครือข่ายของซีทีเอช ที่มีอยู่ 2 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศให้ได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 และช่วงปลายปี จะให้บริการแบบทริปเปิลเพลย์ และในปี 2557 จะเห็นบริการแบบควอดเพลย์
ส่วนงบประมาณอีกประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท จะเป็นการลงทุนในส่วนของเนื้อหารายการ หรือ คอนเทนต์ แบ่งเป็นรายการทั่วไปจากการให้บริการ 120 ช่องรายการ ซึ่งจะลงทุนปีละ 1,000 ล้านบาท โดยซีทีเอชจะผลิตเองประมาณไม่เกิน 10 ช่องรายการ ที่เหลือเป็นช่องรายการจากพันธมิตร ซึ่งขณะนี้มีเข้ามาแล้ว อาทิ ทีวีบูรพา แชนแนล, บางอ้อทีวี เป็นต้น
นอกจากนี้ ในส่วนของคอนเทนต์จะเป็นงบลงทุนสำหรับพรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาล เริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2013/20142015/2016 จากงบรวมกว่าหมื่นล้านบาท หรือตกปีละ 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งเป็น 8 ช่อง สำหรับการถ่ายทอดสด ซึ่ง กฤษณัน งามผาติพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารซีทีเอช ยืนยันว่า จะเป็นการถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย โดยผู้ชมสามารถแสดงความเห็นกับผู้ดำเนินรายการได้ หรือเป็นการให้บริการในลักษณะอินเตอร์แอ็กทีฟ ซึ่งแน่นอนว่าบริการในลักษณะนี้ต้องพึ่งพาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มีประสิทธิภาพดีไม่น้อยทีเดียว
“รวมถึงอาจจะส่งความเห็นนั้นไปถึงขอบสนามพรีเมียร์ลีกที่ประเทศอังกฤษ” กฤษณัน กล่าวถึงพรีเมียร์ลีกยุคใหม่ในแบบซีทีเอช
นอกจากนี้ ซีทีเอช มีแผนถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกผ่านช่องฟรีทีวีด้วย ซึ่งได้คุยไว้ในเบื้องต้นกับฟรีทีวี 3 ช่อง เพื่อทำให้โปรแกรมถ่ายทอดพรีเมียร์ลีกครั้งนี้เข้าถึงผู้ชมมากที่สุด เพราะฉะนั้นจึงรับรองได้ว่าทุกคนมีสิทธิได้ดูพรีเมียร์ลีกอย่างแน่นอน
ทั้งหลายทั้งปวง คือแผนธุรกิจทั้งหมดของซีทีเอช และจะเห็นความชัดเจนในเดือน ก.พ. ที่จะเปิดให้บริการโครงข่ายอย่างเป็นทางการ และหลังจากเปิดพรีออร์เดอร์ให้จองกล่องรับสัญญาณของซีทีเอช ปรากฏว่ามียอดจองเข้ามาหลายหมื่นกล่อง ซึ่งบริษัทจะนำมาทดลองระบบก่อนในเดือน ม.ค.นี้ ก่อนจะเปิดบริการจริงในเดือน ก.พ.
สำหรับโครงสร้างค่าบริการเบื้องต้น ซีทีเอช วางค่าบริการรายเดือนสำหรับสมาชิกใหม่ของซีทีเอชที่ราคา 399 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้ให้บริการเคเบิลในเครือข่ายจะคิดค่าบริการ 300500 บาทต่อเดือน ทั้งนี้จะคิดค่าบริการเพิ่มสำหรับผู้ที่ต้องการรับชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีก แต่รวมแล้วจะไม่ถึง 1,000 บาทต่อเดือน และในอนาคตบริการเสริมต่างๆ จะทยอยเพิ่มเข้ามา ทั้งบริการอินเทอร์เน็ต บริการโทรศัพท์ผ่านสายอินเทอร์เน็ต เพย์เพอร์วิว ทีวีออนดีมานด์ เป็นต้น
วันชัย ศรีสุชน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ซีทีเอช ประเมินว่า หากซีทีเอชจะประกอบการให้คุ้มทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาท ที่ลงไปใน 3 ปีจากนี้ จะต้องมีสมาชิกซื้อแพ็กเกจพรีเมียร์ลีกประมาณ 1 ล้านราย หรือคิดเป็นสัดส่วน 50% จากสมาชิกทั้งหมด 2 ล้านราย ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
จากแผนดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การบ้านที่ซีทีเอชต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายไม่ใช่เรื่องง่าย หากศึกษาจากคู่แข่งทรูวิชั่นส์ที่ดำเนินธุรกิจมาก่อน การขายแพ็กเกจพรีเมียมที่มีพรีเมียร์ลีกอยู่ด้วย มีสมาชิกประมาณ 5 แสนรายเท่านั้น จากการดำเนินการมา 20 ปี และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ขณะที่ฐานลูกค้าของเคเบิลท้องถิ่นซึ่งเป็นคนต่างจังหวัด เสียค่าบริการเดือนละ 300500 บาทต่อเดือน การต้องเสียค่าบริการเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเพื่อจะดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจะเป็นไปได้หรือไม่ เป็นการบ้านข้อใหญ่ที่ต้องรอดู
ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงความเป็นไปได้เชิงธุรกิจแล้ว ซีทีเอช ต้องมีฐานลูกค้าอย่างต่ำที่ 1 ล้านราย และเก็บค่าสมาชิกให้ได้รายละ 500 บาท ถึงจะมีรายได้เข้ามาในแบบแค่ประคองตัวให้อยู่รอดได้แบบหายใจปริ่มน้ำ และยังห่างไกลจากคำว่ากำไร
ลูกค้า 1 ล้านราย คือเป้าที่ซีทีเอชตั้งไว้ว่าจะทำให้ได้ในปีหน้า แต่แม้ว่าจำนวนลูกค้าจะได้ 1 ล้านราย แต่ใช่ว่าลูกค้าทั้ง 1 ล้านราย จะจ่ายค่าแพ็กเกจพรีเมียร์ลีก นั่นหมายความว่า ซีทีเอช ต้องมีลูกค้าในมือมากกว่า 1 ล้านราย โดยหาลูกค้ากลุ่มไฮเอนด์มาเพิ่มให้ได้มากที่สุด รวมถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่จะมีโอกาสเข้าถึงฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในราคาที่ต่ำกว่าเดิม
การจับมือกับทีโอทีนั้น ซีทีเอช ต้องการใช้โครงข่ายโทรศัพท์บ้านที่เข้าถึงได้เกือบทุกครัวเรือนของประเทศ นั่นหมายความว่าในเรื่องการครอบคลุมของสัญญาณไม่มีปัญหา อยู่ที่ว่าซีทีเอชจะสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นกับคนที่ไม่เคยดู ให้หันกลับมาดูได้หรือไม่
แต่บอกได้เลยว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ







