posttoday
หมอเถื่อนด้านมืดของการแพทย์ไทย

หมอเถื่อนด้านมืดของการแพทย์ไทย

03 ธันวาคม 2555

กรณีของ “น้องกระแต” พริตตีแนะนำสินค้าและพิธีกรสาววัย 33 ปี ที่รับการฉีดคอลลาเจนหรือฟิลเลอร์เสริมสะโพกจากผู้ที่อ้างตัวเป็นแพทย์

โดย...รุจิระ บุนนาค

กรณีของ “น้องกระแต” พริตตีแนะนำสินค้าและพิธีกรสาววัย 33 ปี ที่รับการฉีดคอลลาเจนหรือฟิลเลอร์เสริมสะโพกจากผู้ที่อ้างตัวเป็นแพทย์ จนเกิดอาการช็อกหมดสติ สมองขาดออกซิเจนจนเสียชีวิตในที่สุดนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์เตือนใจหญิงสาวทั่วไปว่า การทำศัลยกรรมไม่ถูกวิธีหรือโดยแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญ ไม่มีกระทั่งใบอนุญาตหรือเป็นหมอเถื่อน ทำให้เกิดความเสี่ยงถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้ กรณีที่เกิดขึ้นกับน้องกระแตไม่ใช่กรณีแรก และคงจะไม่ใช่กรณีสุดท้ายตราบใดที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถควบคุมหรือจำกัดการแพร่กระจายของสถานพยาบาลเถื่อนหรือหมอเถื่อนที่แฝงตัวอยู่กับสถานพยาบาลที่จดทะเบียนถูกต้องได้

ข้อมูลของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าเฉพาะในกรุงเทพมหานครมีคลินิกให้บริการทางการแพทย์ที่เป็นของเอกชน โดยจดทะเบียนถูกต้องทั้งหมด 4,000 แห่ง ในจำนวนดังกล่าวเป็นคลินิกประเภทเสริมความงามประมาณ 500 แห่ง ให้บริการเกี่ยวกับการเสริมความงาม ลดน้ำหนัก ศัลยกรรมตกแต่ง ดูแลผิวพรรณ

ในส่วนของการดำเนินคดีเฉพาะช่วงเดือน ส.ค.ก.ย. 2555 มีการดำเนินคดีกับคลินิกเอกชนจำนวน 20 คดี ประกอบด้วยคลินิกศัลยกรรมเถื่อน 4 คดี คลินิกทำแท้งเถื่อน 3 คดี และเป็นหมอเถื่อนอีก 13 คดี หากพิจารณาจากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ทำการฉีดสารคอลลาเจนโดยไม่ได้เป็นแพทย์ที่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีการเปิดประกอบกิจการสถานพยาบาลให้การรักษาพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีการขายหรือจำหน่ายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาตก็จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาทอีกด้วย

หมอเถื่อนด้านมืดของการแพทย์ไทย

 

แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายที่ออกมาเพื่อควบคุมการเปิดสถานพยาบาลและการให้บริการทางการแพทย์อยู่หลายฉบับ อีกทั้งมีการกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวไว้ข้างต้นก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะหยุดยั้งมิให้ปัญหาคลินิกเถื่อนหรือหมอเถื่อนที่กล่าวมาบรรเทาลงไปได้ เพราะมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาอีกหลายประการ

ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องราคาค่าบริการของคลินิกเถื่อนหรือหมอเถื่อนที่ถูกกว่าสถานพยาบาลมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นสิ่งล่อใจที่สำคัญของผู้ใช้บริการให้หันไปหาคลินิกเถื่อนหรือหมอเถื่อน หมอป็อบผู้ต้องหาซึ่งอ้างตัวเป็นหมอทำศัลยกรรมให้การกับตำรวจว่า ตนเองเคยเป็นผู้ช่วยแพทย์ในคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่ง

ก่อนหน้านี้เคยฉีดสารเสริมความงามให้แก่พริตตีและสาวประเภทสองหรือกะเทยมาแล้วกว่า 20 คน โดยจะเป็นสารประเภทกลูตาไธโอนเพิ่มความขาว สารฟิลเลอร์และโบทอกซ์ โดยตนเองคิดราคาค่าจ้างเป็นเงิน 4 หมื่นบาท หากไปฉีดตามโรงพยาบาลจะอยู่ที่ราคาประมาณ 7 หมื่นบาท

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสารที่นำมาฉีดเป็นสารฟิลเลอร์ถือเป็นสารที่มีราคาแพง และต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศหรือสั่งทางอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังเป็นเพราะในสังคมพริตตีมีค่านิยมที่เน้นเรื่องความสวยงามของรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างมาก ทุกคนต้องทำตัวเองให้สวยงามเพื่อให้เจ้าของผลิตภัณฑ์พึงพอใจและเลือกใช้ให้เป็น พรีเซนเตอร์ หากไม่ดูแลตัวเองก็จะถูกเด็กรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่ จึงหันไปพึ่งศัลยกรรม และหากที่ใดให้บริการในราคาถูกกว่าโรงพยาบาลทั่วไปก็จะเป็นที่รู้กันในกลุ่มของพริตตีและชักชวนกันไปใช้บริการ เพราะเห็นว่าช่วยประหยัดเงินได้

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ปัญหาคลินิกเถื่อนหรือหมอเถื่อนยังคงดำรงอยู่ แต่มักไม่มีหน่วยงานของรัฐลงไปดูแลก็คือ การโฆษณาคลินิกเถื่อน หรือผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยงาม เช่น ยา หรือครีม ผ่านทางสื่อต่างๆ ที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วไป เช่น ทางหนังสือพิมพ์รายวัน หรือหนังสือรายปักษ์ โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ระบบเคเบิลท้องถิ่น หรือโทรทัศน์ดาวเทียม ยังไม่มีระเบียบหรือกฎเกณฑ์ใดจากองค์กรกำกับดูแลเข้ามาควบคุมอย่างจริงจัง ถือเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้คลินิกหรือหมอเถื่อนเป็นที่รู้จัก

นอกจากนี้ การไม่เอาจริงเอาจังในการควบคุมการลักลอบนำเข้ายาหรือเวชภัณฑ์จากต่างประเทศมาใช้ภายในประเทศไทยโดยไม่ผ่านการตรวจหรือรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งการดำเนินการมีทั้งการลักลอบสั่งซื้อทางเว็บไซต์ หรือฝากคนนำเข้ามาในประเทศโดยผิดกฎหมาย ทำให้ยาหรือเวชภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานแพร่กระจายออกไป และทางอินเทอร์เน็ตที่สามารถเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นที่สนใจเรื่องความสวยความงามได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปอาจกล่าวได้ว่า ปัญหาคลินิกเถื่อนหรือหมอเถื่อนที่สร้างความสูญเสียให้แก่ผู้รักความสวยความงามรายแล้วรายเล่า เป็นเพียงปัญหาที่ปลายเหตุหรือที่ยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐต้องการแก้ปัญหานี้ให้ได้อย่างแท้จริง ก็คงจะต้องเข้าไปควบคุมดูแลแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงดังกล่าวมาข้างต้น ซึ่งเปรียบเสมือนรากเหง้าของปัญหา เช่น การโฆษณา การให้บริการ การดูแลเครื่องมือ ควบคุมการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจัง และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นไม่ว่าเพศชายหญิงหรือเพศที่ 3 ให้รับรู้และตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงจากการเอาสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย โดยหวังเพียงความสวยงามที่รูปร่างภายนอกเท่านั้น มาตรฐานสุขภาพของประชาชนไทยจะยกระดับและปลอดภัยยิ่งขึ้น

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท