
สิ่งพิมพ์หันลุยลงทุนเพื่อนบ้าน
เกาะกระแสเปิดตลาด‘เออีซี’ เล็งตั้งโรงงานขยายฐานลูกค้า
เกาะกระแสเปิดตลาด‘เออีซี’ เล็งตั้งโรงงานขยายฐานลูกค้า
ผู้ประกอบการสิ่งพิมพ์ไทยเตรียมขยายลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน หาตลาดใหม่รองรับเปิดเออีซี
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานและประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการสิ่งพิมพ์ไทย เตรียมความพร้อมทางธุรกิจเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ทั้งนี้ มีแผนที่จะขยายฐานการผลิตไปในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเปิดตลาดสิ่งพิมพ์และขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เช่น ประเทศพม่า ที่ผ่านมามีบริษัทเอกชนไทยนำร่องการลงทุนไปแล้ว 4-5 ราย
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายรายกำลังจะไปลงทุนแบบเต็มตัวในอนาคต เฉลี่ยการลงทุนรายละ 50-100 ล้านบาท เนื่องจากในอนาคตสิ่งพิมพ์จะได้รับความนิยมอย่างมาก
สำหรับในประเทศเวียดนามได้เข้าไปลงทุนระยะหนึ่งแล้ว ส่วนประเทศกัมพูชาพบว่าผู้ประกอบการไทยหลายรายอยู่ระหว่างการจัดทำแผนไปลงทุน ในขณะที่ลาวยังไม่เป็นที่น่าสนใจเข้าไปลงทุนมากนัก เพราะมีประชากรน้อยและแนวโน้มอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ยังขยายตัวน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน
การวางเป้าหมายธุรกิจสิ่งพิมพ์ในอนาคตคงไม่ใช่เฉพาะการเติบโตเฉพาะในไทยอย่างเดียว แต่เมื่อเปิดเออีซีทำให้ตลาดการค้าเปิดกว้างขึ้นทุกประเภท ซึ่งรวมถึงสิ่งพิมพ์ที่ยังมีโอกาสในการขยายฐานลูกค้าได้อีกมาก
นายเกรียงไกร กล่าวถึงตลาดสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ของไทยในประเทศปี 2555 ว่า มีอัตราการเติบโต 20% จากมูลค่าตลาดรวมมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2554 เนื่องจากสื่อสิ่งพิมพ์ในกลุ่มนิตยสาร พ็อกเกตบุ๊ก นวนิยายวัยรุ่น หนังสือธรรมะ เป็นต้น มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มสิ่งพิมพ์ที่เติบโตอย่างมากส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มหนังสือนวนิยายวัยรุ่น พ็อกเกตบุ๊กที่ขยายตัว 4-5%
“เมื่อพิจารณาจากยอดสิ่งพิมพ์ที่โตขึ้นในปีนี้ แสดงว่าคนไทยหันมาอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีเพราะค่าเฉลี่ยคนไทยอ่านหนังสือประมาณ 3-4 เล่มต่อคนต่อปีแล้ว แต่หากจะก้าวไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในแต่ละปีจะมีประชากรอ่านหนังสือเฉลี่ย 10-12 เล่มต่อคนต่อปี” นายเกรียงไกร กล่าว
ด้านสิ่งพิมพ์ในกลุ่มปฏิทิน ไดอะรี การ์ดอวยพร เพื่อรองรับเทศกาลปีใหม่นั้น มียอดคำสั่งซื้อที่สูงโดยคาดว่าจะมีมูลค่า 7,000-8,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 20-30% เนื่องจากปี 2554 ไทยประสบกับปัญหาน้ำท่วม ส่งผลให้บริษัท ห้างร้านต่างๆ ลดการแจกปฏิทินและไดอะรีลง เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือด้านกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสังคมแทนความรับผิดชอบทางสังคม และช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม







