posttoday
วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า

วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า

03 ธันวาคม 2555

วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าอุตสาหกรรมเหล็กของโลกนับว่ามีความผันผวนขึ้นลงมาก

โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

อุตสาหกรรมเหล็กของโลกนับว่ามีความผันผวนขึ้นลงมาก เนื่องจากอุปสงค์ครึ่งหนึ่งมาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ และต่อเรือ ซึ่งต่างเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูมากในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ และซบเซาลงมากในช่วงฟองสบู่แตก

จากสถิติของ World Steel Association (Worldsteel) เดิมในปี 2550 ทั่วโลกผลิตเหล็กกล้าดิบ (Crude Steel) 1,351 ล้านตัน แต่เมื่อต้องเผชิญวิกฤต Subprime ช่วงปลายปี 2551 ทำให้ปริมาณการผลิตเหล็กกล้าดิบลดลงเหลือ 1,327 ล้านตัน และ 1,220 ล้านตัน ในปี 2551 และ 2552 ตามลำดับ แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้น ทำให้ปริมาณผลิตเหล็กกล้าดิบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 1,414 ล้านตัน ในปี 2553 จากนั้นเพิ่มมากเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 1,490 ล้านตัน ในปี 2554 ขณะที่ช่วง 10 เดือนแรกปี 2555 ปริมาณผลิตอยู่ที่ระดับ 1,268 ล้านตัน โดยตัวเลขรวมทั้งปีน่าจะพอๆ กับตัวเลขปี 2554 คือ ประมาณ 1,500 ล้านตัน

ส่วนอุปสงค์รวมของเหล็กกล้าดิบของโลกในปี 2555 คาดว่าจะเติบโตเพียงแค่ 2% แม้อุปสงค์ในสหรัฐ คาดว่าจะเติบโตมากถึง 8% และอินเดีย 6% แต่อุปสงค์ต่อเหล็กของจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของโลก คาดว่าจะเติบโตเพียง 3% เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์และต่อเรือของจีนซบเซาลงมาก ส่วนอุปสงค์ในรัสเซียทรงตัวเท่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นสหภาพยุโรปซึ่งเป็นตลาดเหล็กกล้าใหญ่อันดับ 2 ของโลก อุปสงค์ติดลบมากถึง 8%

แม้อุปสงค์เติบโตในอัตราต่ำ แต่ผู้ประกอบการยังลังเลที่จะปรับลดปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับอุปสงค์ เนื่องจากหวั่นเกรงว่าจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดแก่คู่แข่ง ทำให้ราคาเหล็กลดต่ำลงมาก เช่น ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนแบบม้วนในไตรมาส 3 ของปี 2555 โดยเฉลี่ยลดลงเหลือ 624 เหรียญสหรัฐ/ตัน เปรียบเทียบกับ 764 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในช่วงเดียวกันของปี 2554

สถานการณ์ผู้ประกอบการไม่ค่อยดีนัก บริษัท Boasteel ของจีน ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือโดย S&P เมื่อ ต.ค. 2555 จาก A เหลือ A- ต่อมาเมื่อปลายเดือน ต.ค. 2555 บริษัท โฟสโก ของเกาหลีใต้ ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 5 ของโลกได้ถูก S&P ปรับลดความน่าเชื่อถือลงเช่นกัน จาก A- ลงเหลือ BBB+ เนื่องจากมีสัดส่วน Debt/EBITDA ค่อนข้างสูง

สำหรับบริษัท นิปปอนสตีล ซึ่งเพิ่งควบกิจการเข้ากับบริษัท คาวาซากิสตีล เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2555 พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น Nippon Steel & Sumitomo Metal Corp กลายเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ได้ประสบปัญหาค่อนข้างมาก ครึ่งแรกของปีการเงิน 2555 (เม.ย.-ก.ย. 2555) ทั้งสองบริษัทก่อนควบกิจการขาดทุน 1.2 แสนล้านบาท จากต้นทุนผลิตสูง และขาดทุนจากการปิดโรงงาน 2 แห่ง ล่าสุดเดือน พ.ย. 2555 สถาบัน Fitch ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือภายหลังควบรวมกิจการลงจาก BBB+ เหลือ BBB

กลยุทธ์ปัจจุบันของบริษัท Nippon Steel & Sumitomo Metal Corp จึงเน้นตลาดบนเช่น เหล็กใช้กับรถยนต์ พร้อมกับวิจัยและพัฒนาเพิ่มความสามารถแข่งขัน โดย 5 ปี ระหว่าง 2548-2553 ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรระหว่างประเทศ 908 รายการ เพิ่ม 4 เท่าของบริษัท โพสโก เกาหลีใต้ และ 9 เท่าของบริษัท อาร์เซลอร์มิตตัล กรณีไทย บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี ซึ่งผลประกอบการขาดทุนเช่นกัน ได้มีแผนเพิ่มทุน 1.94 หมื่นล้านบาท เพื่อเสริมสร้างฐานะการเงิน พร้อมกับเปิดเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อลดวงเงินชำระหนี้ลง

ส่วนบริษัท อาร์เซลอร์มิตตัล ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อต้นเดือน ส.ค. 2555 ได้ถูกสถาบัน S&P ปรับลดความน่าเชื่อถือลงจากเดิม BBB- ลงเหลือ BB+ นับต่ำกว่าระดับน่าลงทุน ขณะที่สถาบัน Moody’s ได้ขู่ว่าจะปรับลดความน่าเชื่อถือต่ำลงเช่นกัน หากบริษัทแห่งนี้ใม่สามารถปรับลดหนี้สินลงอย่างต่ำ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในสิ้นปี 2555 ดังนั้นต้องพยายามปิดโรงงานที่มีประสิทธิภาพต่ำและต้นทุนการผลิตสูง โดยประกาศปิดเตาถลุง Blast Furnace 5 แห่ง จากทั้งหมด 25 แห่งในทวีปยุโรป ซึ่งรวมถึงปิดเตาถลุงเหล็ก 2 เตา สำหรับโรงงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส

รัฐบาลฝรั่งเศสพยายามแก้ไขสถานการณ์ โดยได้เชิญมิตตัลซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทมาเจรจาที่ทำเนียบประธานาธิบดีถึง 2 ครั้ง ขอให้ชะลอการปิดโรงงานไปก่อน โดยจะหาคนมาซื้อกิจการในส่วนนี้เพื่อไม่ให้พนักงานตกงาน แต่ไม่ได้ข้อยุติเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากรัฐบาลแจ้งว่ามีผู้เสนอซื้อ 2 ราย ต้องการซื้อโรงงานแห่งนี้รวมทั้งหมด แต่บริษัทต้องการขายเฉพาะกิจการในส่วนเตาถลุงเหล็กเท่านั้น มิฉะนั้นจะเดินหน้าปิดเตาถลุงเหล็กต่อไป

คำตอบของบริษัท อาร์เซลอร์มิตตัล สร้างความไม่พึงพอใจแก่รัฐบาลฝรั่งเศสอย่างมาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฟื้นฟูอุตสาหกรรมถึงกับขู่จะใช้ไม้แข็งโดยจะเวนคืนกิจการโรงเหล็กแห่งนี้มาเป็นของรัฐ รวมถึงตราหน้าว่าเป็นบริษัทที่ไม่พึงปรารถนาของประเทศ เนื่องจากดำเนินธุรกิจโดยไม่ให้ความเคารพนับถือต่อประเทศฝรั่งเศส ขณะที่บริษัทก็ไม่หวั่นเกรงแต่อย่างใด โดยตอบกลับมาว่าหากเวนคืนกิจการจริง ก็จะตอบโต้ เนื่องจากกระทบต่อการดำเนินการและจ้างงานโรงงานแห่งอื่นในฝรั่งเศสด้วย ซึ่งจ้างงานรวมกันกว่า 2 หมื่นคน

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี