posttoday
'เทคโนโลยีแรงกว่าม็อบบิ๊กเมเจอร์มั่นใจภาพยนตรืรุ่ง'

'เทคโนโลยีแรงกว่าม็อบบิ๊กเมเจอร์มั่นใจภาพยนตรืรุ่ง'

27 มีนาคม 2553

ปีที่แล้วอุตสาหกรรมภาพยนตร์กลับมาฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 หลังจากต้นปีต้องเจอะเจอทั้งสถานการณ์สงกรานต์เดือดในเดือน เม.ย. การระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 รวมถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกที่เข้ามากระทบบรรยากาศและกำลังซื้อของผู้บริโภค

มาถึงปีนี้ที่ดูเหตุการณ์จะซ้ำรอยกับปีที่ผ่านมา เพราะแม้ว่าในช่วงปลายปีอุตสาหกรรมภาพยนตร์จะเริ่มกลับมาฟื้นตัว และส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2553 แต่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงก็เข้ามาเป็นปัจจัยเสี่ยงอีกครั้ง หลังจากมีการดาวกระจายไปยังจุดต่างๆ ของกรุงเทพฯ

สำหรับมุมมองของ “วิชา พูลวรลักษณ์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป แล้ว มองว่าเหตุการณ์ทางการเมืองอาจจะไม่กระทบหนักเท่าปีที่แล้ว เพราะอุตสาหกรรมภาพยนตร์มีนวัตกรรมใหม่มาช่วยสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการ

“ช่วงที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนไปตามจุดต่างๆ ของกรุงเทพฯ ทำให้ยอดผู้ใช้บริการโรงภาพยนตร์ลดลง 1520% ซึ่งน้อยกว่าที่คาดไว้ เพราะคนกรุงเทพฯ ก็ปรับไลฟ์สไตล์ออกมาดูหนังวันอาทิตย์หรือวันธรรมดามากขึ้น ขณะที่ในต่างจังหวัดไม่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมเลย” วิชา กล่าว

ขณะเดียวกัน ในส่วนของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์เอง ก็ได้ปรับตัวรับกับสถานการณ์ตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การปรับโครงสร้างราคา เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายให้ผู้ชม เช่น ดูหนังวันพุธ ในราคา 60 บาท ทำให้ผู้บริโภคมีแรงจูงใจออกมาดูหนังในวันธรรมดามากขึ้น รวมทั้งมีราคา 80 บาท สำหรับนักเรียน นักศึกษา ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสัดส่วนยอดขายหลักของเมเจอร์ไปแล้ว

ปัจจุบันราคาบัตรชมภาพยนตร์ของเมเจอร์มีราคาตั้งแต่ 60–230 บาท แตกต่างกันไปในแต่ละสาขา

ทุกวันนี้ภาคธุรกิจปรับตัวรับกับสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอนได้ และเริ่มชินกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ทางการเมืองวันนี้ เชื่อว่ารัฐบาลและผู้ชุมนุม บริหารจัดการได้ดี และเข้าใจกระแสสังคม ทำให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง

สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ปีนี้ เชื่อว่าจะเติบโตได้ 1015% จากปีที่ผ่านมา หรือมีมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท โดยปัจจัยที่คาดว่าจะทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์กลับมาคึกคักอีกครั้งในปีนี้ คือ การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากระบบ 35 มิลลิเมตร มาสู่ระบบดิจิตอล

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์จากฮอลลีวูดว่าการก้าวสู่โลกดิจิตอลจะสมบูรณ์ในอีก 35 ปี ขณะที่เมืองไทยอาจใช้เวลามากกว่านั้น หรืออาจจะเร็วกว่านั้น ซึ่งเมเจอร์ฯ ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของการเปลี่ยนแปลง ในฐานะผู้นำตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกือบ 80%

วิชา กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิตอลจะเข้ามาจุดกระแสให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยปีนี้ฮอลลีวูดได้ผลิตภาพยนตร์ในระบบดิจิตอลและ 3 มิติมากขึ้น อาทิ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาค 7 และนาร์เนีย ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังป้องกันปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ระดับหนึ่ง ทำให้รายได้ของผู้สร้างภาพยนตร์ดีขึ้น และมีเงินลงทุนมากขึ้น

สำหรับโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ปัจจุบันมีโรงที่เป็นเครื่องฉายดิจิตอล 10 เครื่อง คาดว่าจะเพิ่มอีก 26 เครื่องในปีนี้ โดยลงทุนเครื่องละ 58 ล้านบาท ซึ่งการขยายโรงใหม่เพิ่มอีก 30 โรงในปีนี้จะเป็นเครื่องดิจิตอล 70% ปัจจุบันยอดขายจากโรงในรูปแบบดิจิตอลคิดเป็นสัดส่วน 1520% และคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 4050% ในปีนี้

วิชา กล่าวต่อไปว่า ปัญหาของโรงภาพยนตร์ไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกมากนัก แต่มาจากตัวภาพยนตร์และการกระตุ้นให้คนออกมาชมภาพยนตร์มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันอัตราการชมภาพยนตร์ของคนไทยอยู่ที่ 2 ครั้งต่อคนต่อปี ถือว่าต่ำมาก โดยกลยุทธ์หลักที่จะดึงคนเข้ามามากขึ้นในปีนี้ คือการพัฒนาระบบซีอาร์เอ็ม นอกเหนือจากการทำการตลาดรูปแบบอื่นๆ

นอกจากนี้ การขยายสื่อยังเป็นการสร้างให้เกิดสังคมภาพยนตร์ในเมืองไทย โดยเมเจอร์ฯ ได้เข้าร่วมทุนกับกันตนา เพื่อทำช่องเอ็ม แชนแนล ออกอากาศทางเคเบิลทีวี ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นการสร้างให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศไทยแข็งแรงขึ้น โดยไม่ได้มองเรื่องรายได้เป็นหลัก เพราะสื่อเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมเป็นกระแสที่มาแรงและเข้าถึงคนกว้างขวางมากขึ้น

นับจากนี้ไป เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ยังไม่หยุดที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในเมืองไทย

ขณะที่ในส่วนของการบุกขยายตลาดต่างประเทศของเมเจอร์ฯ โดยเฉพาะอินเดีย ที่เมเจอร์ฯ เข้าไปจับมือกับกลุ่มพีวีอาร์ ผู้ประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์รายใหญ่ในอินเดีย ถือเป็นโอกาสอันมหาศาล ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่ เพราะฉะนั้นยังมีแผนธุรกิจใหม่ๆ ที่จะลงทุนอีกมาก และจะได้เห็นเร็วๆ นี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท