
หนุน‘กฟผ.กทพ.’ตั้งกองทุนฯ
แผนลดภาระเงินกู้หนี้รัฐบาลกนร.เห็นชอบปณ.ผุดโลจิสติกส์
แผนลดภาระเงินกู้หนี้รัฐบาลกนร.เห็นชอบปณ.ผุดโลจิสติกส์
คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจดัน “กฟผ.กทพ.” ตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เล็งปรับเกณฑ์ ก.ล.ต.โครงการเสร็จไม่เกิน 30% ก็ตั้งได้
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธาน มีมติรับทราบการกำหนดนโยบายการผลักดันกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานของรัฐวิสาหกิจ (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์)
ทั้งนี้ กนร. มอบหมายให้ทุกกระทรวงไปพิจารณาว่า มีรัฐวิสาหกิจในสังกัดมีโครงการที่มีความเหมาะสมในการระดมเงินทุนเพื่อลงทุนโครงการผ่านการใช้กลไกกองทุนโครงสร้างพื้นฐานบ้างหรือไม่ นอกเหนือจากการใช้เงินงบประมาณของรัฐ หรือให้รัฐวิสาหกิจกู้เงินเอง และให้นำเสนอต่อ กนร.พิจารณาต่อไป
อย่างไรก็ตาม กนร.หารือกันว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพที่จะตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น กทพ. ก็เป็นเรื่องการสร้างทางด่วน กฟผ. ก็มีหลายโครงการที่สามารถจัดตั้งกองทุนเพื่อลงทุนได้ กนร.จึงให้ กฟผ.นำเสนอแผนการตั้งกองทุนต่อที่ประชุมครั้งหน้าเพื่อหาทางระดมทุน
นายอารีพงศ์ กล่าวว่า การให้รัฐวิสาหกิจตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน จะลดภาระการใช้งบ ประมาณและการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจในการลงทุน และประชาชนที่ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนยังได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนหรือเงินปันผล โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดา รวมทั้งการสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับผลตอบแทน
“การให้ประชาชนเข้ามาซื้อหน่วยลงทุน จะต้องสร้างความมั่นใจว่าจะมีผลตอบแทนในระดับมั่นคง จึงจำเป็นต้องมีการปรับหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. อาทิ ให้กองทุนรวมใหม่สามารถระดมทุนได้ทันที จากปัจจุบันกำหนดให้โครงการที่จะตั้งเป็นกองทุนรวมได้ โครงการที่ดำเนินการใกล้เสร็จสิ้น 70% ให้เหลือเป็นไม่เกิน 30% เป็นต้น” นายอารีพงศ์ กล่าว
รายงานข่าวระบุว่า กนร.มีมติความเห็นชอบยกเลิกโครงการไปรษณีย์เพื่อสินเชื่อรายย่อยของบริษัท ไปรษณีย์ไทย หรือ ปณท. และอนุมัติหลักการจัดตั้งบริษัทในเครือ เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการด้านขนส่งและโลจิสติกส์ และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันให้แก่บริษัทขนส่งของไทย
นอกจากนี้ กนร. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจไปหารือกับบริษัท อู่กรุงเทพ ถึงความเป็นไปได้ในการย้ายไปยังที่ที่มีความเหมาะสม และหาแนวทางพัฒนาที่ดินย่านถนนเจริญกรุง ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา







